
SHORT CUT
PTG ชี้ จับตาปรับขึ้นน้ำมัน2บาท แต่ทยอยขึ้น 0.50 -1 บาท ส่วนกระแสการกักตุน-ปิดปั๊ม ทำได้ยาก เพราะจะเสียลูกค้าระยะยาว พร้อมลุยเปิดโรดแมปปี 2569
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ทำให้ตลาดพลังงานโลกเริ่มผันผวนอีกระลอก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และเริ่มส่งแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง ส่งผลให้โครงสร้างราคาพลังงานภายในประเทศเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ราคาน้ำมันในประเทศไทยอาจเข้าสู่ช่วง “ทยอยปรับขึ้น” ตามทิศทางตลาดโลกในระยะถัดไป หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันหลักของโลก และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ซ้ำเติมต้นทุนเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว
ล่าสุด ‘พิทักษ์’ รัชกิจประการ' ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันภาวะสงครามในบริเวณอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซได้สร้างความตื่นตระหนก (Panic) ให้กับผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากความไม่แน่นอนว่าสงครามจะยืดเยื้อเพียงใด และจะกระทบต่อการจัดหาน้ำมัน (Supply) หรือไม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่กว่า 90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6-7 เหรียญในช่วงที่ผ่านมา
แม้ในเชิงสถิติปี 2551 น้ำมันเคยพุ่งสูงถึง 140 เหรียญมาแล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็ทำให้เกิดการเร่งเติมน้ำมันเพื่อกักตุนในภาคประชาชนจนยอดขายบางวันพุ่งสูงขึ้นจากปกติ 10 ล้านลิตร ไปถึง 25 ล้านลิตร สำหรับแนวโน้มราคาในอนาคต โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลเตรียมปรับขึ้นราคาอีกประมาณ 2 บาทต่อลิตร เพื่อให้ไปอยู่ที่ประมาณ 31.94 บาท
อย่างไรก็ตามคาดว่ารัฐบาลจะใช้วิธีทยอยปรับขึ้น เช่น ครั้งละ 0.50 บาท หรือ 1.00 บาท เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน แทนการปรับขึ้นทีเดียว 2 บาท ทั้งนี้ภาครัฐยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 60 วัน แม้จะไม่มีน้ำมันดิบนำเข้าใหม่เลยก็ตาม และจริงๆ แล้วไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ไม่มากนัก
สำหรับกระแสข่าวเรื่องการปิดปั๊มเพื่อกักตุนน้ำมันนั้น ไม่เป็นความจริงและทำได้ยาก เนื่องจากเหตุผลดังนี้
ในส่วนของ PT (PTG Energy) ได้วางแนวทางการบริหารจัดการไว้ดังนี้ การบริหารสต็อก โดย PT จะเน้นการดูแลลูกค้าประจำ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันปริมาณมาก (เช่น 100 ลิตรขึ้นไป) เพื่อการเกษตร โดยจะยังคงจำหน่ายให้ตามปกติ ส่วนโครงสร้างการซื้อ PT ที่ไม่มีโรงกลั่นของตัวเอง แต่ใช้วิธีซื้อน้ำมันผ่านบริษัทในเครือคือ PDC (Olympus) และบริหารจัดการการสำรองน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนสาขาที่น้ำมันหมดเริ่มทยอยดีขึ้นตามลำดับหลังจากผ่านช่วงตื่นตระหนกในวันแรกๆ ของสงคราม
พามาดูกลยุทธ์ และแผนนงานของ PTG ที่ได้เปิดโรดแมปธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Powering Thai Lives : Everywhere • Everyday • Everyone” เดินหน้าสร้าง Max World Ecosystem เชื่อมธุรกิจพลังงานและไลฟ์สไตล์เข้ากับชีวิตประจำวันของคนไทย ผ่านเครือข่าย 13 แบรนด์ มากกว่า 6,000 Touchpoints และฐานสมาชิกกว่า 25 ล้านคน พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายบริการเป็น มากกว่า 7,000 จุดทั่วประเทศ เพื่อผสานธุรกิจ Oil และ Non-Oil ให้ทำงานร่วมกันในระบบนิเวศเดียว
‘พิทักษ์’ แม่ทัพใหญ่กล่าวว่า กลยุทธ์ Everywhere คือการขยายโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่ ทั้งสถานีบริการน้ำมัน ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และบริการไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนสาขา แต่เป็นการวางเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่ที่มีการใช้ชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง เช่น เส้นทางการเดินทาง ชุมชนเมือง และศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค
ปีนี้ PTG ตั้งเป้าเพิ่ม Max World Touchpoints มากกว่า 7,000 แห่ง ประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,300 แห่ง ร้าน กาแฟพันธุ์ไทยกว่า 3,000 สาขา ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มกว่า 200 แห่ง ธุรกิจ LPG มากกว่า 800 แห่ง และบริการ Non-Oil รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ อีกกว่า 950 จุดบริการ พร้อมเสริมเครือข่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล MaxMe Application ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวมบริการของกลุ่ม PTG ปัจจุบันเชื่อมต่อพันธมิตรกว่า 650 ราย ครอบคลุมมากกว่า 2.6 ล้านจุดให้บริการ
ด้าน ‘ปรเมษฐ์ สงวนโชควณิชย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และบริหารการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ กล่าวว่า กลยุทธ์ Everyday มุ่งเปลี่ยนสถานีบริการ PT จากจุดแวะเติมน้ำมันสัปดาห์ละครั้ง ให้กลายเป็นจุดหมายในชีวิตประจำวัน ผ่านธุรกิจ Non-Oil เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านค้าปลีก
โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 แนวคิดหลัก ได้แก่ Everyday Recharge ทำให้บริการของ PTG เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน, Everyday Rewards เชื่อมระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card EV ให้สะสมและใช้ Max Points ข้ามธุรกิจได้ และ Everyday Return ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีผ่าน MaxMe Application วิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิก เพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์แบบเฉพาะบุคคล
ปัจจุบัน PTG มี Max World Touchpoints มากกว่า 6,126 จุดบริการ เมื่อเชื่อมกับฐานสมาชิกกว่า 25 ล้านคน ทำให้เกิดศักยภาพในการเชื่อมโยงบริการกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้มากกว่า 153,150 ล้านโอกาส
ขณะที่ ‘รังสรรค์ พวงปราง’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ระบุว่า แนวคิด Everyone สะท้อนการเติบโตของ Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ พันธมิตรธุรกิจ และชุมชน เพื่อให้การเติบโตของ PTG เดินไปพร้อมกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม
PTG มองว่า เมื่อเครือข่ายธุรกิจเข้าถึงผู้คนทั่วประเทศ บริการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน และ Ecosystem สามารถสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วน กลยุทธ์ Powering Thai Lives : Everywhere • Everyday • Everyone จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะยาว