มีอะไรในกอไผ่

มีอะไรในกอไผ่ 6 : เล่าเรื่อง ทหาร การเมือง และฐานอำนาจ 4

กองทัพกับบทบาททางการเมือง (ที่อาจจะต้องทบทวน หวนคิด กันดีๆ)

วันนี้ถึงคิวส่องกองทัพ กับบทบาททางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม สถานการณ์ที่ไม่เพียงพอหากจะใช้ข้อมูลนับจากปี 2475 เพียงอย่างเดียว มาเป็นตรรกะในการกำหนดบทบาท

การเมืองในปี 2561 และการทหารในปี 2561 เปลี่ยนโฉมไปมาก และอาจจะเปลี่ยนอีกมากนับจากนี้ ถ้าไม่มีปัจจัยพิเศษอันใดมากระทบ

ทฤษฏีการเมืองไทยในอดีต การเลือกตั้งหลังการรัฐประหาร มักเกิดพรรคการเมืองใหม่ที่มีทหาร หรือผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังขึ้นมาเสมอ และส่วนใหญ่มักชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกหลังการรัฐประหารเสมอ

จอมพล ป.พิบูลสงคราม

พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพลป. พิบูลสงคราม พรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร พรรคสามัคคีธรรมของพลอากาศเอกสมบุญ  ระหงส์ ที่ถูกมองว่าเป็นร่างทรงของ รสช. ล้วนเป็นพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารทั้งสิ้น

ทั้งสองพรรคไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก แม้จะรวบรวมเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ท้ายที่สุดก็บริหารประเทศไม่ได้

รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยพรรคเสรีมนังคศิลา ถูกต่อต้านจากขบวนการนิสิต นักศึกษาและประชาชน จนท้ายที่สุดนำไปสู่การรัฐประหารในปีเดียวกัน

พรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม ก็ไม่สามารถควบคุมการบริหารได้เบ็ดเสร็จ จนจบลงด้วยการรัฐประหารตัวเองอีกเช่นกัน

พล.อ.สุจินดา คราประยูร

ส่วนพรรคสามัคคีธรรมที่สนับสนุนพลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้พลเอกสุจินดา อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง 47 วันเท่านั้น

พรรคทหาร หรือพรรคที่เกิดจากการจัดตั้งของทหาร หรือพรรคที่มีทหารอยู่เบื้องหลัง ไม่เคยมีพรรคไหนประสบความสำเร็จ

นายทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรี และอยู่ในอำนาจนานๆ ส่วนใหญ่ เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทหาร รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จอมพลป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือแม้กระทั่งจอมพลถนอม กิตติขจร ช่วงเวลาที่อยู่บนอำนาจยาวนาน  ล้วนเป็นช่วงเวลาที่มาจากการรัฐประหารทั้งสิ้น

จอมพลถนอม กิตติขจร

แต่เมื่อกาลกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป ทั้งจอมพลป. และจอมพลถนอม กลับไม่สามารถประคองอำนาจให้อยู่ได้นานต่อเนื่องเหมือนครั้งการเป็นรัฐบาลทหารได้แม้แต่ครั้งเดียว

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

นายทหารที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนาน คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มีพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง

ไม่ได้จัดตั้งพรรคทหารขึ้นมารองรับอำนาจ

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พลเอกเปรม ครองอำนาจบนฐานของพรรคการเมืองในระบบ โดยมีฐานอำนาจทางกองทัพที่แข็งแกร่งรองรับ  ไม่ใช่มีพรรคการเมืองที่จัดตั้งโดยทหารรองรับ

นั่น คือ สถานการณ์ในอดีต สถานการณ์ที่เป็นบทเรียนให้เห็นว่า พรรคทหารไม่ใช่สูตรแห่งความสำเร็จในการเลือกตั้ง

หันมามองปัจจุบัน

แนวคิดการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่มีนายทหารอยู่เบื้องหลังยังคงมีอยู่ แม้ยังไม่เปิดหน้าออกมาอย่างชัดแจ้ง แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า มี

การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในปี 2562 เชื่อว่า มีพรรคการเมืองที่มีทหารอยู่เบื้องหลังส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งแน่ๆ เพราะมีความเชื่อว่า จะสามารถกุมความได้เปรียบในทางการเมืองได้

โดยเฉพาะการเข้ายึดกุมความได้เปรียบจากฐานการเมืองท้องถิ่น ผ่านนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมาก

แต่…ทั้งหมด ต้องทบทวนและคิดถึงสถานการณ์ใหม่ๆ ปัจจัยใหม่ๆ ที่เป็นปัจจัยหลักและจะส่งผลกระทบต่อการเมือง การทหารในเวลานี้

สถานการณ์ใหม่ ต้องประเมินโครงสร้างทางการทหาร โครงสร้างทางการเมือง ว่า สอดคล้องกับทฤษฏีอำนาจทางการเมืองรอบใหม่หรือไม่

โครงสร้างทางการทหาร ที่วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก กองพลหลักหลายกองพลมีภารกิจพิเศษด้านอื่นๆ

กำลังหลักหลายหน่วย ไม่ใช่กำลังที่ฝ่ายการเมือง หรือผู้มีอำนาจจะหยิบฉวยมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้ในการสนับสนุนทางการเมืองได้อีก

กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองพลที่เป็นเคยกำลังหลักในการรัฐประหาร เพราะเป็นกองพลที่มีกำลังหลักมากที่สุดในเมืองหลวง  วันนี้ ไม่ใช่กองพลที่จะสามารถนำมาใช้ในภารกิจทางการเมืองได้

แม้แต่กำลังในกองทัพภาคที่ 1 หลายหน่วย ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

เช่นเดียวกับ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยที่มีการวางรากฐานทายาทในหน่วยมาอย่างต่อเนื่อง ทหารม้าอีกหลายหน่วย พลปตอ. พลปืนใหญ่ อากาศโยธิน คอมมานโดกองปราบ ก็อยู่ในภาวะการณ์ที่ไม่ต่างกัน

ฐานความคิดทางการเมือง อำนาจ บนฐานสนับสนุนทางการทหาร ยามนี้อาจต้องลองชำแหละโครงสร้างกองทัพดูใหม่

ลองส่อง ลองเอ็กซ์เรย์ชัดๆ ลองจับวางกำลังพล แล้วลองประกอบจิ๊กซอว์ดู

อาจเห็นภาพใหม่ๆที่ทำให้ตัดสินใจได้ว่า กองทัพยามนี้ เพลานี้ ยังเหมือนเดิม เหมือนก่อนปี 2560 หรือไม่

ข้อมูลใหม่ก่อนตัดสินใจใดใดนะครับ

ใบไผ่