ข่าว

ของร้อนใต้พรม สตม.

แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้ผู้ที่มาทำหน้าที่ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แทน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนเรื่องวุ่นๆในหน่วยงานจะยังไม่จบ เพราะล่าสุดแหล่งข่าวในแวดวงสีกากี ส่งสัญญาณให้สื่อมวลชนจับตาความเปลี่ยนแปลงในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพราะขณะนี้มีความพยายามจะเปลี่ยนสัญญาสัมปทาน ที่บิ๊กโจ๊ก เคยยกเลิกให้กลับมาอยู่ในอำนาจของบริษัทตระกูล ส. ยักษ์ใหญ่แห่งวงการประมูลงานโครงการใหญ่ๆ ของรัฐ ที่มีมูลค่าหลายพันล้าน

โครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศมุ่งหวังสกัดกั้นรถยนต์ของคนร้ายที่จะเข้ามาก่อเหตุในบ้านเราทั้งยังเป็นการป้องปรามมิให้เจ้าหน้าที่ประพฤติมิชอบในวงราชการด้วยการฉ้อฉลอัตราค่าธรรมเนียม รถยนต์เข้าประเทศซึ่งโดยปกติจัดเก็บในราคาคันละ 300 บาท แต่ละวันจะมีรถข้ามไปมาตามด่านหัวเมืองนับ 10,000 คัน แต่ที่ผ่านมาการส่งรายได้เข้าสู่รัฐกลับไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพยายามที่จะหามาตรการในการป้องกันโดยการติดกล้องวงจรปิด ตามด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ ซึ่งอาจต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึง 4,000 ล้านบาทในการวางระบบ โดยเล็งเป้าการใช้อุปกรณ์ไปที่อุปกรณ์มาตรฐานนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา แต่แผนงานนี้ต้องหยุดลงเพราะ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ถูกคำสั่งย้ายไปประจำสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ( สปน.)

เมื่อบิ๊กโจ๊ก ถูกเคลียร์ออกจากเส้นทาง กลับมีกลุ่มคนพยายามนำโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาติ มาหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ด้วยวิธีการนำบริษัทตระกูล ส .บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี ที่แผ่อิทธิพลในหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงคมมนาคมที่คุมการท่าอากาศยาน เข้ามาเป็นผู้จัดประมูลโครงการทั้งหมดรวมถึงการติดกล้องและระบบต่างๆที่เกี่ยวกับด้านความปลอดภัยภายในท่าอากาศยาน

งานนี้แหล่งข่าวในแวดวงสีกากี กระซิบบอกว่าให้จับตาดูชายที่ชื่อ เสี่ย ก. แห่งสนามม้านางเลิ้ง ที่มีนิสัยกล้าได้กล้าเสียยอมทุ่มไม่อั้นเพื่อแลกกับคอนเน็คชั่นและผลประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ เสี่ย ก. เที่ยวเป่าประกาศว่าเป็นคนสนิทของพี่ใหญ่ในบ้านเมือง และยังเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ในกรมปทุมวัน จึงขอรับอาสาเป็นหน้าเสื่อขอเคลียร์โครงการสัปทานในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทันที แว่ว…มาว่ามีการนัดหมายบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการในหน่วยดังกล่าวไปที่บ้านย่านรามคำแหง หากตัวเลขลงล็อก เงินหลายร้อยล้านจะถูกเทเข้ากระเป๋าเจ้าของลายเซ็นต์อย่างไม่ต้องสงสัย

นี่จึงกลายเป็นคำถามที่แหล่งข่าวในแวดวงสีกากี ฝากนักข่าวหาคำตอบว่าเหตุใดตระกูล ส .ถึงพยายามจะเป็นคู่สัญญาของโครงการทั้งเก่าและใหม่ ที่มีวงเงินสูงหลายพันล้านบาท งานนี้ต้องวัดใจบิ๊กอู๊ด พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ว่าจะกล้าอนุมัติโครงการเผือกร้อนหรือไม่ เพราะในวงการเขาล่ำลือเรื่องผู้มีอำนาจ นัดเจอเจ้าของบริษัท ส. อยู่หลายครั้ง แต่ละครั้งมีของฝากติดไม้ติดมือไม่ต่ำกว่า10 ถึง 20 และที่สำคัญโครงการที่ บริษัท ส. ทำไว้ก่อนหน้านี้ก็มีรอยรั่ว ทิ้งกลิ่นคาว ให้ผู้เกี่ยวข้องต้องตามล้างตามเช็ด หากเป็นเช่นนี้แล้วผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะนิ่งดูดายไม่ยอมทำอะไรจริงหรือ