ข่าว

เสี่ยรถเบนซ์ ยินดีจ่ายเงินกว่า 45 ล้าน เยียวยาครอบครัว รองตี๋ – ภรรยา

นายสมชาย เจ้าของรถเบนซ์ขับรถชน รอง ผู้กำกับการสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เสียชีวิตพร้อมภรรยา ไกล่เกลี่ยค่าเสียหายและเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตกว่า 45 ล้านบาท

ความคืบหน้า คดี นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี เจ้าของบริษัท ไทยคาร์บอนแอนด์ การ์ไฟต์ เมาแล้วขับรถเบนซ์สปอร์ตพุ่งชนรถของ พันตำรวจโท จตุพร งามสุวิชชากุล รองผู้กำกับการสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม และนางนุชนาถ ภรรยาเสียชีวิต ส่วนลูกสาวได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อ 12 เมษายน ที่ผ่านมา

ล่าสุด วานนี้ ( 23 พ.ค.) นายสมชาย ได้เดินทางไปพร้อมนายวีรวุฒิ บำรุงใจ ทนายความ และครอบครัวของ พันตำรวจโทจตุพร และเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยของทั้งสองฝ่าย เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายและเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ศาลาแดง

โดย ทนายความ ชี้แจงว่า นายสมชาย จะให้ดูแลค่าไร้อุปการะให้กับมารดาของ พ.ต.ท.จตุพร เป็นเงิน 2.5 ล้านบาท และให้ทางครอบครัวของนางนุชนาถอีก 2.5 ล้านบาท ดูแลเรื่องหนี้สินในบัตรเครดิตให้ทั้งหมดให้ญาติทั้ง2ฝ่าย 5 ล้านบาท ส่วนลูกสาวทั้ง 2 คน จะมีการมอบเงินให้คนละ 15 ล้านบาท และอื่นๆอีกรวมแล้วประมาณ 45 ล้านบาท แต่เนื่องจากทั้งคู่เป็นเยาวชนยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงต้องมีการยื่นเรื่องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้เป็นผู้กำหนดคนดูแลจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของเด็กทั้งสองคนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะและจะโอนเงินให้ทันที ซึ่งทนายความของนายสมชาย จะเดินทางไปยื่นเรื่องภายในวันนี้ (24 พ.ค.)

นายวีรวุฒิ ยังบอกอีกว่า นายสมชายยังรู้สึกผิด​ และต้องการชดใช้ให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต อย่างเต็มที่ นอกจากชดใช้เป็นตัวเงิน นายสมชายยังเลิกดื่มเหล้าหันมาดื่มกาแฟ เลิกขับรถ โดยมีคนขับรถให้

ด้านมารดาของพันตำรวจโท จตุพร บอกว่า ลูกชายมีนิสัยชอบให้อภัยคน​ ลูกชายก็ต้องให้อภัยนายสมชาย อย่างแน่นอน​ และถ้าขึ้นศาลฯก็จะแถลงศาลว่าไม่ติดใจใดๆให้ด้วย​

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

ด้านตำรวจเจ้าของคดี เปิดเผยว่า เบื้องต้นตำรวจส่งฟ้องนายสมชายทั้งหมด 5 ข้อหาตามเดิม ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สั่งฟ้อง สาเหตุที่ล่าช้า เพราะเพิ่งสอบลูกสาวของผู้เสียชีวิตเสร็จเสร็จ ในส่วนของคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายจะตกลงและพอใจกันตรงไหนก็ต้องลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าเจ้าพนักงานทุกครั้ง