
SHORT CUT
Stagflation คืออะไร ? วิกฤตของแพง รับมือเศรษฐกิจ 2026 ความรู้สึกแบบนึกไวๆ เปรียเทียบง่ายๆ คือ ถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจจากบิลค่าใช้จ่ายที่รัดแน่น เมื่อข้าวของแพงหูฉี่แต่รายได้หดหาย จ่ายค่าน้ำมันแต่ละครั้ง เหมือนจะ ขาดใจตาย นี่คือความเจ็บปวดของภาวะ Stagflation
Stagflation คำๆ นี้เกิดจาก การ รวมกันของ 2 คำ
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ทั่วไปมักเกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ธุรกิจมีกำไร ประชาชนมีงานทำและมีกำลังซื้อสูง ความต้องการสินค้าที่มากจึงดันให้ราคาแพงขึ้นตามกลไกตลาด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ยังพอยอมรับได้
แต่ Stagflation (สแต็กฟลูเอชัน) คือหายนะทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายกว่านั้น เพราะมันคือการผสมโรงระหว่าง "ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน" (Stagnation) ที่ธุรกิจไม่โต ขาดทุน และคนตกงาน ผนวกเข้ากับ "เงินเฟ้อ" (Inflation) ที่ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพพุ่งสูงปรี๊ด
จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือสภาพการจ้างงานและกำลังซื้อ ในขณะที่เงินเฟ้อปกติคนยังมีเงินจับจ่ายใช้สอย แต่ในวิกฤต Stagflation ประชาชนต้องเผชิญกับสภาพ "ของแพงลิ่ว ในขณะที่คนตกงานและไม่มีกำลังซื้อ" อย่างแท้จริง และเวลานี้เราก็กำลังอยู่ในภาวะแบบนั้น
สิ่งที่กระตุ้นให้เชื้อไฟของ Stagflation ลุกลามในปี 2026 คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก
เมื่ออุปทานน้ำมันหายไปกว่า 15% ของโลก (Supply Shock) ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จึงพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ลามมาถึงประเทศไทยโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันดีเซลทะยานขึ้น ต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจึงดีดตัวขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ (Cost-Push Inflation) ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและภาคการเกษตรที่แบกรับต้นทุนพลังงานไม่ไหว จำต้องลดกำลังการผลิตและเลิกจ้างงาน เกิดเป็นโดมิโนเศรษฐกิจชะงักงันที่พังทลายรายได้ของคนรากหญ้า
วิกฤตเศรษฐกิจชะงักงันซ้อนเงินเฟ้อไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มักเป็นผลพวงจากความไม่แน่นอนหลายด้านที่ปะทะกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่:
ความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านในช่วงต้นปี 2026 คือ "กรณีศึกษาของจริง" ที่จุดชนวน Stagflation ระดับมหภาค เมื่อการปะทะนำไปสู่การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก
เมื่ออุปทานน้ำมันโลกหายไปทันทีกว่า 15% (Supply Shock) ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จึงพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คลื่นกระแทกนี้ซัดมาถึงประเทศไทยโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยเคมีทะยานขึ้น ผลักดันให้สินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับราคาตาม (Cost-Push Inflation)
ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและเกษตรกรที่แบกรับต้นทุนพลังงานไม่ไหว จำต้องลดกำลังการผลิตและชะลอการลงทุน เกิดการเลิกจ้างงานและรายได้หดหาย (Stagnation) ภาวะนี้สร้างความยากลำบากให้ธนาคารกลางอย่างแสนสาหัส เพราะหากตัดสินใจ "ขึ้นดอกเบี้ย" เพื่อสกัดของแพง ก็จะยิ่งไปเพิ่มต้นทุนซ้ำเติมธุรกิจให้พังทลาย แต่หาก "ลดดอกเบี้ย" เพื่อพยุงการจ้างงาน ก็จะยิ่งผลักให้ราคาสินค้าพุ่งทะยานจนหลุดกรอบการควบคุม
ที่มา : chathamfinancial deloitte krungthai