svasdssvasds

Stagflation คืออะไร ? วิกฤตของแพง รับมือเศรษฐกิจ 2026 จากราคาน้ำมัน สงครามอิหร่าน

Stagflation คืออะไร ? วิกฤตของแพง รับมือเศรษฐกิจ 2026 จากราคาน้ำมัน สงครามอิหร่าน

Stagflation คืออะไร ? วิกฤตของแพง รับมือเศรษฐกิจ 2026 ความรู้สึกแบบนึกไวๆ เปรียเทียบง่ายๆ คือ ถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจจากบิลค่าใช้จ่ายที่รัดแน่น เมื่อข้าวของแพงหูฉี่แต่รายได้หดหาย จ่ายค่าน้ำมันแต่ละครั้ง เหมือนจะ ขาดใจตาย นี่คือความเจ็บปวดของภาวะ Stagflation

SHORT CUT

 

  • Stagflation คือภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายซึ่งเกิดจากเศรษฐกิจชะงักงัน (คนตกงาน, ธุรกิจไม่โต) และเงินเฟ้อรุนแรง (ของแพง) เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ประชาชนขาดกำลังซื้ออย่างหนัก
  • วิกฤตเศรษฐกิจปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะถูกจุดชนวนจากสงครามอิหร่านที่อาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและราคาน้ำมันพุ่งสูง
  • ผลกระทบโดยตรงคือต้นทุนการผลิตและขนส่งในไทยจะสูงขึ้นอย่างรุนแรง (Cost-Push Inflation) ส่งผลให้ธุรกิจต้องลดการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวมเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำเติม

 

Stagflation คืออะไร ? วิกฤตของแพง รับมือเศรษฐกิจ 2026 ความรู้สึกแบบนึกไวๆ เปรียเทียบง่ายๆ คือ ถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจจากบิลค่าใช้จ่ายที่รัดแน่น เมื่อข้าวของแพงหูฉี่แต่รายได้หดหาย จ่ายค่าน้ำมันแต่ละครั้ง เหมือนจะ ขาดใจตาย นี่คือความเจ็บปวดของภาวะ Stagflation

Stagflation คำๆ นี้เกิดจาก การ รวมกันของ 2 คำ 

  • Stagnation (ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน): เศรษฐกิจเติบโตช้าถึงขั้นหยุดนิ่ง ธุรกิจไม่ขยายตัว นำไปสู่ อัตราการว่างงานที่สูงขึ้น
  • Inflation (ภาวะเงินเฟ้อ): ข้าวของแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

Stagflation คืออะไร และต่างจากเงินเฟ้ออย่างไร?

ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ทั่วไปมักเกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ธุรกิจมีกำไร ประชาชนมีงานทำและมีกำลังซื้อสูง ความต้องการสินค้าที่มากจึงดันให้ราคาแพงขึ้นตามกลไกตลาด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ยังพอยอมรับได้

แต่ Stagflation (สแต็กฟลูเอชัน) คือหายนะทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายกว่านั้น เพราะมันคือการผสมโรงระหว่าง "ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน" (Stagnation) ที่ธุรกิจไม่โต ขาดทุน และคนตกงาน ผนวกเข้ากับ "เงินเฟ้อ" (Inflation) ที่ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพพุ่งสูงปรี๊ด

จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือสภาพการจ้างงานและกำลังซื้อ ในขณะที่เงินเฟ้อปกติคนยังมีเงินจับจ่ายใช้สอย แต่ในวิกฤต Stagflation ประชาชนต้องเผชิญกับสภาพ "ของแพงลิ่ว ในขณะที่คนตกงานและไม่มีกำลังซื้อ" อย่างแท้จริง  และเวลานี้เราก็กำลังอยู่ในภาวะแบบนั้น 

Stagflation คืออะไร ? วิกฤตของแพง รับมือเศรษฐกิจ 2026 จากราคาน้ำมัน สงครามอิหร่าน Credit ภาพ AFP
 

สงครามอิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล และวิกฤตน้ำมันปี 2026

สิ่งที่กระตุ้นให้เชื้อไฟของ Stagflation ลุกลามในปี 2026 คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์  โดยเฉพาะการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก

เมื่ออุปทานน้ำมันหายไปกว่า 15% ของโลก (Supply Shock) ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จึงพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ลามมาถึงประเทศไทยโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันดีเซลทะยานขึ้น ต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจึงดีดตัวขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ (Cost-Push Inflation) ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและภาคการเกษตรที่แบกรับต้นทุนพลังงานไม่ไหว จำต้องลดกำลังการผลิตและเลิกจ้างงาน เกิดเป็นโดมิโนเศรษฐกิจชะงักงันที่พังทลายรายได้ของคนรากหญ้า

Stagflation คืออะไร ? วิกฤตของแพง รับมือเศรษฐกิจ 2026 จากราคาน้ำมัน สงครามอิหร่าน Credit ภาพ REUTERS


ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิด Stagflation 

วิกฤตเศรษฐกิจชะงักงันซ้อนเงินเฟ้อไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มักเป็นผลพวงจากความไม่แน่นอนหลายด้านที่ปะทะกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่:

  • ราคาพลังงานและวัตถุดิบพุ่งสูง: การสะดุดของห่วงโซ่อุปทานทำให้ต้นทุนการผลิต การเกษตร และโลจิสติกส์แพงขึ้น
  • ภาวะเงินเฟ้อฝังรากลึก: บังคับให้ธนาคารกลางต้องตรึงดอกเบี้ยสูงเพื่อคุมราคาสินค้า ซึ่งไปยับยั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก: มหาอำนาจลดกำลังการผลิต ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการส่งออกและการลงทุนของประเทศคู่ค้า
  • ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์: สงครามและการคว่ำบาตรทำลายเสถียรภาพการค้าระหว่างประเทศ และเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤตพลังงาน

สงคราม 2026 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ สู่ฝันร้ายเศรษฐกิจ

ความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านในช่วงต้นปี 2026 คือ "กรณีศึกษาของจริง" ที่จุดชนวน Stagflation ระดับมหภาค เมื่อการปะทะนำไปสู่การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก

เมื่ออุปทานน้ำมันโลกหายไปทันทีกว่า 15% (Supply Shock) ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จึงพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คลื่นกระแทกนี้ซัดมาถึงประเทศไทยโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยเคมีทะยานขึ้น ผลักดันให้สินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับราคาตาม (Cost-Push Inflation)

ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและเกษตรกรที่แบกรับต้นทุนพลังงานไม่ไหว จำต้องลดกำลังการผลิตและชะลอการลงทุน เกิดการเลิกจ้างงานและรายได้หดหาย (Stagnation) ภาวะนี้สร้างความยากลำบากให้ธนาคารกลางอย่างแสนสาหัส เพราะหากตัดสินใจ "ขึ้นดอกเบี้ย" เพื่อสกัดของแพง ก็จะยิ่งไปเพิ่มต้นทุนซ้ำเติมธุรกิจให้พังทลาย แต่หาก "ลดดอกเบี้ย" เพื่อพยุงการจ้างงาน ก็จะยิ่งผลักให้ราคาสินค้าพุ่งทะยานจนหลุดกรอบการควบคุม

ที่มา : chathamfinancial  deloitte krungthai

related