
SHORT CUT
ช่องโหว่ของกระเป๋าเงิน Coldcard ทำผู้ใช้สูญ Bitcoin กว่า 116 ล้านดอลลาร์ สะเทือนวงการคริปโต ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าเราควรเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญอีกครั้ง เมื่อแฮกเกอร์สามารถเจาะระบบและขโมย Bitcoin ไปได้ถึง 1,816 BTC คิดเป็นมูลค่ากว่า 116 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 4 ระลอก และส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินดิจิทัลกว่า 5,200 รายการ
ตัวอย่างเคสหนึ่งในผู้เสียหายคือ 'DuckDuckMoss' นักลงทุนวัย 39 ปี ที่สูญเสีย Bitcoin จำนวน 2 BTC (มูลค่ากว่า 4.2 ล้านบาท) ซึ่งเป็นเงินเก็บตลอด 8 ปีของเขา
เหตุการณ์นี้ทำให้ความเชื่อมั่นในเรื่อง 'การถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง' สั่นคลอนอย่างหนัก และตอกย้ำว่าแม้แต่อุปกรณ์ที่ถูกขนานนามว่าปลอดภัยที่สุดก็อาจมีจุดอ่อนได้
Coldcard เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความปลอดภัยสูง เพราะออกแบบมาให้ทำงานแบบออฟไลน์ (Cold Storage) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดจากการอัปเดตซอฟต์แวร์เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2021
บริษัท Block และการวิเคราะห์เครือข่ายพบว่า ซอฟต์แวร์เวอร์ชันดังกล่าวมีข้อผิดพลาดในการกู้คืน โดยระบบหันไปใช้กระบวนการสุ่มตัวเลขทางซอฟต์แวร์ที่สามารถคาดเดาได้ แทนที่จะใช้ฮาร์ดแวร์สุ่มตัวเลข ตามที่ควรจะเป็น
เมื่อแฮกเกอร์ล่วงรู้รูปแบบนี้ พวกเขาก็สามารถจำลองกระบวนการบนคอมพิวเตอร์เพื่อสุ่มเดา Seed Phrase และโอนเงินออกไปได้โดยไม่ต้องเข้าถึงอุปกรณ์จริง
ผู้ใช้ที่เก็บเหรียญเองต้องหมั่นติดตามข่าวสาร อัปเดตเฟิร์มแวร์อย่างระมัดระวัง และกระจายความเสี่ยงไม่เก็บเงินทั้งหมดไว้ในอุปกรณ์เดียว
การถือครองผ่าน Spot Bitcoin ETF ช่วยตัดความกังวลเรื่องการทำรหัสผ่านสูญหายหรือถูกแฮกอุปกรณ์ แต่ต้องแลกมากับการเสียค่าธรรมเนียมการจัดการและไม่ได้ถือครองสิทธิ์ในตัวเหรียญอย่างแท้จริง
สำหรับผู้ที่สร้าง Seed Phrase ผ่านกระดาน Coldcard ในช่วงเวลาที่มีช่องโหว่ (ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา) ทางบริษัท Coinkite ได้ออกประกาศเตือนอย่างเร่งด่วนให้ 'ย้ายสินทรัพย์ออกโดยเร็วที่สุด'
ท้ายที่สุดแล้ว ความสูญเสียนักลงทุนนับพันราย เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี 'ความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ' อาจไม่มีอยู่จริง
ที่มา : Yahoo Finance, Finance Yahoo, Reddit