
SHORT CUT
KOSPI ดิ่ง 40% มูลค่าหาย 67 ล้านล้านบาท ถอดบทเรียนหายนะรายย่อยเกาหลีใต้ เมื่อมาร์จิ้นและ Leveraged ETF สร้างโดมิโนเอฟเฟกต์บังคับขายจนนักลงทุนหมดตัว
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ดัชนี KOSPI ร่วงลงเกือบ 40% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน กวาดมูลค่าตลาดหายไปกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 67 ล้านล้านบาท)
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับฐานตามปกติ แต่เป็นโศกนาฏกรรมทางการเงินที่สร้างบาดแผลลึกให้กับนักลงทุนรายย่อยนับล้านคน
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ กระแสความตื่นตัวด้านปัญญาประดิษฐ์ ผลักดันให้หุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง SK Hynix พุ่งขึ้นกว่า 2,000% และ Samsung Electronics พุ่งขึ้นกว่า 300% เม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่กระเป๋าพนักงานในรูปของโบนัส ดันยอดขายสินค้าแบรนด์เนมและรถหรูให้พุ่งทะยาน
ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ สร้างภาวะ 'กลัวตกรถ' (FOMO) ประชาชนแห่เวนคืนกรมธรรม์และถอนเงินออมเพื่อมาลงทุน ยอดสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ พุ่งทำสถิติสูงสุดที่ '38.6 ล้านล้านวอน'
เกาหลีใต้ซึ่งมีประชากร 52 ล้านคน กลับมีบัญชีซื้อขายหุ้นสูงถึง '102 ล้านบัญชี' สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนทุกเพศทุกวัยกระโดดเข้ามาในตลาดนี้ โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ความรวยเร็ว'
ความพังพินาศเริ่มขึ้นเมื่อความกังวลเรื่องสงครามราคาชิปจากจีน ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มเทขายทำกำไรหุ้น Samsung และ SK Hynix ซึ่งสองบริษัทนี้มีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 54% ของดัชนี KOSPI
เมื่อหุ้นแม่เริ่มปรับตัวลง หายนะที่แท้จริงจึงปะทุขึ้นในฝั่งของ Leveraged ETF (กองทุนที่เน้นทำกำไรทวีคูณจากหุ้นอ้างอิง) นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากใช้ 'เงินกู้' มาซื้อกองทุน เมื่อราคาลดลงถึงจุดที่หลักประกันไม่เพียงพอ โบรกเกอร์จึงต้อง 'บังคับขาย'
การบังคับขายหลายแสนบัญชี ทำให้ผู้จัดการกองทุน ETF ต้องเทขายหุ้นแม่ในตลาดเพื่อ Rebalance พอร์ตรายวัน แรงขายนี้ไปกดดันราคาหุ้นแม่ให้ร่วงหนักลงไปอีก เกิดเป็น 'วงจรอุบาทว์' ที่ดึงให้ดัชนีทั้งตลาดพังพินาศลงมาถึง 40% และทำให้นักลงทุนรายย่อยขาดทุนย่อยยับทะลุ 1.3 ล้านล้านบาท
สิ่งที่โหดร้ายที่สุดในวิกฤตครั้งนี้คือ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทไม่ได้พังทลายตามราคาหุ้น Samsung เพิ่งรายงานกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้น 1,800% ในไตรมาส 2 ขณะที่ SK Hynix มีรายได้เติบโต 262% และมีค่า Forward P/E เพียง 5.1 เท่า
ธุรกิจเหล่านี้จะสามารถก้าวผ่านสภาวะตลาดผันผวนไปได้ แต่ 'นักลงทุนที่กู้เงินมาซื้อ' ไม่มีสายป่านยาวพอที่จะรอวันนั้น
แรงขายมหาศาลจากการบังคับขายนี้ กลับไปกดดันราคาหุ้นในตลาดให้ดิ่งลึกลงไปอีก เกิดเป็นวงจรโดมิโนแห่งความตื่นตระหนกที่ลุกลามไปทั่วตลาด ทำให้นักลงทุนจำนวนมากสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
วิกฤตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในรอบนี้ พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้นตอของหายนะไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่อ่อนแอ หรือเทคโนโลยี AI เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง แต่เกิดจาก 'การลงทุนเกินตัว' และการใช้เครื่องมือ Leveraged ETF ผิดวัตถุประสงค์
ที่มา : koreatimes, koreatimes