
SHORT CUT
‘โอสถสภา’ ชี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ น้ำมันทะลุ 150 US/บาร์เรล ธุรกิจที่ใช้ขวดแก้ว-ใช้พลังงานสูง ต้องเร่งปรับความยืดหยุ่น อาจปิดเตาหลอมบางส่วน
หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ผลกระทบที่หลายฝ่ายจับตาไม่ใช่เพียงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึง 'ราคาพลังงานโลก' ที่มีแนวโน้มผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ตามความเสี่ยงของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่อาจสะดุด
สำหรับประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ความผันผวนดังกล่าวอาจส่งแรงกระเพื่อมไปยังภาคธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่มี 'ต้นทุนพลังงาน' เป็นสัดส่วนสำคัญของการผลิต เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนสูงอย่างการผลิตขวดแก้วและบรรจุภัณฑ์แก้ว ซึ่งต้องใช้พลังงานจำนวนมากในกระบวนการหลอมวัตถุดิบ รวมถึงธุรกิจการผลิตอื่น ๆ ที่ใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในระดับสูง
เมื่อ 'ราคาพลังงาน' ปรับตัวขึ้น ต้นทุนการผลิตย่อมขยับตาม และอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภคในท้ายที่สุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ภาคธุรกิจไทยจึงต้องจับตาความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารต้นทุนและปรับกลยุทธ์รับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป
เรื่องนี้มีมุมมองจาก ‘มุกดา ไพรัชเวทย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ จนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะ ‘ราคาน้ำมัน’ ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมเศรษฐกิจและสภาพธุรกิจในขณะนี้ต้องบอกว่าอยู่ในสภาวะทรงตัวคือไม่ได้ดีขึ้นอย่างโดดเด่นแต่ก็ไม่ได้แย่ลงจนน่ากังวล
สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจไทยเริ่มมีภูมิคุ้มกันจากการเรียนรู้บทเรียนในอดีต เช่น ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้การรับมือรอบนี้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นอย่างไรก็ตามสภาพตลาดในปัจจุบันค่อนข้างมีความอ่อนไหวสูง (Sentimental) ทันทีที่มีข่าวความตึงเครียดจากอิหร่านเข้ามา ดัชนีความเชื่อมั่นและมูลค่าตลาดก็ได้รับผลกระทบทันทีผู้ประกอบการจึงต้องเน้นความรอบคอบและไม่รีบร้อนในการตัดสินใจลงทุนใหญ่ๆ ในช่วงที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย
ทั้งนี้ประเมินว่าหากสงครามในตะวันออกกลางลากยาวเกิน 6 เดือน ธุรกิจประเมินว่าราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปแตะระดับ 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โดยคาดว่าหากน้ำมันพุ่งถึงจุดสูงสุด ต้นทุนสินค้าอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% ของยอดขาย นอกจากนี้ยังจะวิกฤตขนส่ง (Logistics) ระยะเวลาการส่งสินค้าทางเรือนานขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยจองเรือล่วงหน้าเพียง 3 สัปดาห์ ปัจจุบันต้องขยับเป็น 1-2 เดือน (6-8 สัปดาห์) และค่าระวางเรืออาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องเดินเรืออ้อมเส้นทางเสี่ยงภัย
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าธุรกิจส่วนใหญ่มีการวางแผนล่วงหน้ามาตั้งแต่ปี 2024-2025 โดยใช้กลยุทธ์ล็อกราคาวัตถุดิบ (Material Locking) ยาวไปถึง 6 เดือนแรกของปี ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกนี้จะยังไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรง นอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน (Energy Contract) กับพันธมิตรอย่าง ปตท. ซึ่งช่วยตรึงราคาพลังงาน (โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและมาเลเซีย) ได้นานถึง 90 วัน แม้ราคาตลาดโลกจะผันผวน แต่โครงสร้างราคานี้จะช่วยประคองธุรกิจไปได้ในระยะสั้น
สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้ ‘ขวดแก้ว’ ซึ่งต้องใช้พลังงานความร้อนสูงมากในการผลิต ธุรกิจเริ่มปรับตัวด้วยการบริหารจัดการกำลังการผลิตอย่างยืดหยุ่น (Capacity Management) เช่น การปิดเตาหลอมบางส่วนเพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และเริ่มเปลี่ยนโมเดลจากการผลิตเองทั้งหมดเป็นการ Outsource หรือจับมือกับพันธมิตร (เช่น BJC) เพื่อแชร์ต้นทุนและเรียนรู้มาตรฐานราคาที่เหมาะสมในตลาดพร้อมกันนี้ยังชีอีกว่า ยังไม่มีเจตนาจะปรับขึ้นราคาสินค้าหลัก (Core Products) ในตอนนี้เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง
แทนที่จะขึ้นราคาสินค้าเดิม 10 บาท แต่เราจะส่งสินค้านวัตกรรมที่มีคุณค่าสูงกว่าเข้าสู่ตลาด เช่น ราคา 12 บาท15 บาท หรือกลุ่มพรีเมียมราคาหลักร้อย พร้อมเพิ่มความหลากหลายของราคามีสินค้าให้เลือกทุกระดับราคา เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่เน้นความคุ้มค่าไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม อีกทั้งจะเน้นการประหยัด เร่งทำโครงการประหยัดต้นทุนในองค์กรเพื่อชดเชยส่วนต่างของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันบมจ.โอสถสภา (OSP) ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ ‘Executing Excellence and Empowering the Future’ โดยใช้ 3 เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ เครื่องดื่มในประเทศ (Domestic Beverage) ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) และธุรกิจต่างประเทศ (International Business) พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตระดับ Mid-Single Digit
เครื่องดื่มในประเทศ บริษัทจะต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์หลักอย่าง เอ็ม-150 ลิโพ เปปทีน และซีวิต ควบคู่การพัฒนาสินค้านวัตกรรมและกลยุทธ์ Premiumization เพื่อเพิ่มมูลค่าและอัตรากำไร พร้อมผลักดันแบรนด์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ เช่น โสมอินซัม และฉลาม รวมถึงขยายประสิทธิภาพช่องทางกระจายสินค้า ทั้งร้านค้าดั้งเดิมและโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ
ด้าน ธุรกิจ Personal Care โอสถสภาเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์ Babi Mild ที่ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาด พร้อมขยายฐานสู่กลุ่มผู้ใหญ่ผ่านแบรนด์ Ultra Mild และเร่งกลยุทธ์ Premiumization ผ่านสินค้าใหม่ เช่น Twelve Plus Eau De Parfum และ XIT Pro Roll-on รวมถึงเตรียมรุกตลาดแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท
ขณะที่ ธุรกิจต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการเติบโต โดยตั้งเป้า เติบโตระดับ Double Digit ผ่านการขยายตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากตลาดเมียนมาและลาว รวมถึงการนำแบรนด์ Babi Mild เข้าเจาะตลาดจีน
ในด้านการเงิน บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อสร้าง Economy of Scale หลังจากสามารถผลักดัน Gross Profit Margin ทะลุ 40% ได้เป็นครั้งแรก พร้อมเตรียมงบลงทุน 400–500 ล้านบาท สำหรับพัฒนา Digital Technology และ AI เพื่อยกระดับการบริหารธุรกิจด้วยข้อมูลแบบ Real-time
โอสถสภายังเดินหน้าผลักดันการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับคะแนนระดับ AAA จาก SET ESG Ratings และติดอันดับ Top 10% ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก จาก S&P Global Sustainability Yearbook ติดต่อกันเป็นปีที่ 4