svasdssvasds

หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ‘น้ำมันพุ่งต่อ’ ธุรกิจขวดแก้ว-ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ต้องปรับตัว

หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ‘น้ำมันพุ่งต่อ’ ธุรกิจขวดแก้ว-ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ต้องปรับตัว

‘โอสถสภา’ ชี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ น้ำมันทะลุ 150 US/บาร์เรล ธุรกิจที่ใช้ขวดแก้ว-ใช้พลังงานสูง ต้องเร่งปรับความยืดหยุ่น อาจปิดเตาหลอมบางส่วน

SHORT CUT

  • หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเกิน 6 เดือน ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งแตะ 140–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจไทย
  • อุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง เช่น การผลิต ‘ขวดแก้ว’ อาจต้องปรับกำลังการผลิต ปิดเตาหลอมบางส่วน หรือใช้การ Outsource เพื่อลดต้นทุน
  • โอสถสภายังไม่ขึ้นราคาสินค้าหลัก แต่ใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าสินค้าและออกผลิตภัณฑ์พรีเมียม เพื่อรับมือแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

‘โอสถสภา’ ชี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ น้ำมันทะลุ 150 US/บาร์เรล ธุรกิจที่ใช้ขวดแก้ว-ใช้พลังงานสูง ต้องเร่งปรับความยืดหยุ่น อาจปิดเตาหลอมบางส่วน

หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ผลกระทบที่หลายฝ่ายจับตาไม่ใช่เพียงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึง 'ราคาพลังงานโลก' ที่มีแนวโน้มผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ตามความเสี่ยงของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่อาจสะดุด

สำหรับประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ความผันผวนดังกล่าวอาจส่งแรงกระเพื่อมไปยังภาคธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่มี 'ต้นทุนพลังงาน' เป็นสัดส่วนสำคัญของการผลิต เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนสูงอย่างการผลิตขวดแก้วและบรรจุภัณฑ์แก้ว ซึ่งต้องใช้พลังงานจำนวนมากในกระบวนการหลอมวัตถุดิบ รวมถึงธุรกิจการผลิตอื่น ๆ ที่ใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในระดับสูง

เมื่อ 'ราคาพลังงาน' ปรับตัวขึ้น ต้นทุนการผลิตย่อมขยับตาม และอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภคในท้ายที่สุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ภาคธุรกิจไทยจึงต้องจับตาความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารต้นทุนและปรับกลยุทธ์รับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

เรื่องนี้มีมุมมองจาก ‘มุกดา ไพรัชเวทย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ จนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะ ‘ราคาน้ำมัน’ ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมเศรษฐกิจและสภาพธุรกิจในขณะนี้ต้องบอกว่าอยู่ในสภาวะทรงตัวคือไม่ได้ดีขึ้นอย่างโดดเด่นแต่ก็ไม่ได้แย่ลงจนน่ากังวล

หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ‘น้ำมันพุ่งต่อ’ ธุรกิจขวดแก้ว-ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ต้องปรับตัว

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจไทยเริ่มมีภูมิคุ้มกันจากการเรียนรู้บทเรียนในอดีต เช่น ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้การรับมือรอบนี้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นอย่างไรก็ตามสภาพตลาดในปัจจุบันค่อนข้างมีความอ่อนไหวสูง (Sentimental) ทันทีที่มีข่าวความตึงเครียดจากอิหร่านเข้ามา ดัชนีความเชื่อมั่นและมูลค่าตลาดก็ได้รับผลกระทบทันทีผู้ประกอบการจึงต้องเน้นความรอบคอบและไม่รีบร้อนในการตัดสินใจลงทุนใหญ่ๆ ในช่วงที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย

ทั้งนี้ประเมินว่าหากสงครามในตะวันออกกลางลากยาวเกิน 6 เดือน ธุรกิจประเมินว่าราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปแตะระดับ 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โดยคาดว่าหากน้ำมันพุ่งถึงจุดสูงสุด ต้นทุนสินค้าอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% ของยอดขาย นอกจากนี้ยังจะวิกฤตขนส่ง (Logistics) ระยะเวลาการส่งสินค้าทางเรือนานขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยจองเรือล่วงหน้าเพียง 3 สัปดาห์ ปัจจุบันต้องขยับเป็น 1-2 เดือน (6-8 สัปดาห์) และค่าระวางเรืออาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องเดินเรืออ้อมเส้นทางเสี่ยงภัย

หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ‘น้ำมันพุ่งต่อ’ ธุรกิจขวดแก้ว-ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ต้องปรับตัว

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าธุรกิจส่วนใหญ่มีการวางแผนล่วงหน้ามาตั้งแต่ปี 2024-2025 โดยใช้กลยุทธ์ล็อกราคาวัตถุดิบ (Material Locking) ยาวไปถึง 6 เดือนแรกของปี ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกนี้จะยังไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรง นอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน (Energy Contract) กับพันธมิตรอย่าง ปตท. ซึ่งช่วยตรึงราคาพลังงาน (โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและมาเลเซีย) ได้นานถึง 90 วัน แม้ราคาตลาดโลกจะผันผวน แต่โครงสร้างราคานี้จะช่วยประคองธุรกิจไปได้ในระยะสั้น

สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้ ‘ขวดแก้ว’ ซึ่งต้องใช้พลังงานความร้อนสูงมากในการผลิต ธุรกิจเริ่มปรับตัวด้วยการบริหารจัดการกำลังการผลิตอย่างยืดหยุ่น (Capacity Management) เช่น การปิดเตาหลอมบางส่วนเพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และเริ่มเปลี่ยนโมเดลจากการผลิตเองทั้งหมดเป็นการ Outsource หรือจับมือกับพันธมิตร (เช่น BJC) เพื่อแชร์ต้นทุนและเรียนรู้มาตรฐานราคาที่เหมาะสมในตลาดพร้อมกันนี้ยังชีอีกว่า ยังไม่มีเจตนาจะปรับขึ้นราคาสินค้าหลัก (Core Products) ในตอนนี้เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง

แทนที่จะขึ้นราคาสินค้าเดิม 10 บาท แต่เราจะส่งสินค้านวัตกรรมที่มีคุณค่าสูงกว่าเข้าสู่ตลาด เช่น ราคา 12 บาท15 บาท หรือกลุ่มพรีเมียมราคาหลักร้อย พร้อมเพิ่มความหลากหลายของราคามีสินค้าให้เลือกทุกระดับราคา เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่เน้นความคุ้มค่าไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม อีกทั้งจะเน้นการประหยัด เร่งทำโครงการประหยัดต้นทุนในองค์กรเพื่อชดเชยส่วนต่างของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันบมจ.โอสถสภา (OSP) ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ ‘Executing Excellence and Empowering the Future’ โดยใช้ 3 เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ เครื่องดื่มในประเทศ (Domestic Beverage) ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) และธุรกิจต่างประเทศ (International Business) พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตระดับ Mid-Single Digit

เครื่องดื่มในประเทศ บริษัทจะต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์หลักอย่าง เอ็ม-150 ลิโพ เปปทีน และซีวิต ควบคู่การพัฒนาสินค้านวัตกรรมและกลยุทธ์ Premiumization เพื่อเพิ่มมูลค่าและอัตรากำไร พร้อมผลักดันแบรนด์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ เช่น โสมอินซัม และฉลาม รวมถึงขยายประสิทธิภาพช่องทางกระจายสินค้า ทั้งร้านค้าดั้งเดิมและโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ‘น้ำมันพุ่งต่อ’ ธุรกิจขวดแก้ว-ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ต้องปรับตัว

ด้าน ธุรกิจ Personal Care โอสถสภาเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์ Babi Mild ที่ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาด พร้อมขยายฐานสู่กลุ่มผู้ใหญ่ผ่านแบรนด์ Ultra Mild และเร่งกลยุทธ์ Premiumization ผ่านสินค้าใหม่ เช่น Twelve Plus Eau De Parfum และ XIT Pro Roll-on รวมถึงเตรียมรุกตลาดแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท

ขณะที่ ธุรกิจต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการเติบโต โดยตั้งเป้า เติบโตระดับ Double Digit ผ่านการขยายตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากตลาดเมียนมาและลาว รวมถึงการนำแบรนด์ Babi Mild เข้าเจาะตลาดจีน

ในด้านการเงิน บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อสร้าง Economy of Scale หลังจากสามารถผลักดัน Gross Profit Margin ทะลุ 40% ได้เป็นครั้งแรก พร้อมเตรียมงบลงทุน 400–500 ล้านบาท สำหรับพัฒนา Digital Technology และ AI เพื่อยกระดับการบริหารธุรกิจด้วยข้อมูลแบบ Real-time

หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ‘น้ำมันพุ่งต่อ’ ธุรกิจขวดแก้ว-ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ต้องปรับตัว

โอสถสภายังเดินหน้าผลักดันการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับคะแนนระดับ AAA จาก SET ESG Ratings และติดอันดับ Top 10% ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก จาก S&P Global Sustainability Yearbook ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

 

related