
SHORT CUT
เมื่อสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันโลกพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์ รัฐบาลทั่วโลกจึงต้องงัดมาตรการฉุกเฉิน ทั้งคุมราคา อุดหนุน และคลังสำรอง เพื่อลดแรงกระแทกเศรษฐกิจ
เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) และเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งทะยานแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 กลุ่มประเทศ G7 จึงต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อหารือเรื่องการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินร่วมกันผ่านหน่วยงาน IEA
แม้ล่าสุดจะมีมติว่า "ยังไม่ปล่อย" ในทันที แต่พร้อมใช้มาตรการนี้ทันทีหากอุปทานตึงตัวจนเกินไป ขณะที่สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามลดความผันผวนด้วยการขู่เข้าควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
หันมาดูฝั่งเอเชียที่ได้รับผลกระทบหนัก เกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการ "เพดานราคาน้ำมัน" เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี และเริ่มมองหาแหล่งพลังงานใหม่นอกตะวันออกกลาง
ส่วนยักษ์ใหญ่อย่างจีนก็ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกเบนซินและดีเซลในอัตราที่แรงที่สุดในรอบ 4 ปี เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง พร้อมสั่งโรงกลั่นระงับการส่งออกน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ
ทางด้านเวียดนามเลือกใช้ไม้ตายทางภาษี โดยเตรียมระงับภาษีนำเข้าน้ำมันชั่วคราวไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาและปริมาณน้ำมัน
ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงอย่างญี่ปุ่น กำลังพิจารณามาตรการคุมราคาเบนซินเพื่อป้องกันภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง
ขณะที่อินโดนีเซียเลือกทุ่มงบประมาณอุดหนุนพลังงานมหาศาลกว่า 7.2 แสนล้านบาท เพื่อตรึงราคาให้ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมเล็งกลับมาใช้แผนน้ำมัน "B50" ที่ผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มถึง 50% เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ
มาตรการที่หลากหลายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกรัฐบาลกำลังทำสงครามกับค่าครองชีพเพื่อปกป้องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนอย่างสุดกำลัง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ