
SHORT CUT
CRG กางแผนรับมือน้ำมันแพง! ตรึงราคาอาหาร 3 เดือน ชู “คอนแทรคฟาร์มมิ่ง-สต็อกเก่า” เป็นเกราะป้องกันต้นทุนพุ่ง
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง (Logistics) ล่าสุด เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป หรือ CRG ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจร้านอาหารของไทย ออกมาเปิดเผยแนวทางการบริหารจัดการเพื่อประคองผู้บริโภค โดยยืนยันว่าจะยังคงตรึงราคาอาหารในเครือไว้ให้นานที่สุด แม้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์จะขยับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม
‘ณัฐ วงศ์พานิช’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยว่า บริษัทได้แก้ไขปัญหาต้นทุนวัตถุดิบราคาปรับตัวสูงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ด้วยการเจรจาซื้อวัตถุดิบจำนวนมากและทำระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) ร่วมกับการบริหารจัดการสต็อกสินค้าเดิมที่มีอยู่ กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาต้นทุนวัตถุดิบเดิมไว้ได้ และมีสินค้าเพียงพอที่จะป้อนเข้าสู่ร้านอาหารในเครือได้นานประมาณ 2-3 เดือน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศหรือสงครามยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันไม่ปรับลดลงในระยะยาว บริษัทอาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการปรับราคาอีกครั้งในอนาคตเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้นอกจากปัญหาน้ำมันแล้ว "ค่าไฟฟ้า" และนโยบายการปรับเวลาเปิด-ปิดของห้างสรรพสินค้ายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
โดย CRG ยอมรับว่าหากมีการปรับลดเวลาเปิดห้างจริง จะส่งผลกระทบต่อยอดขายและโอกาสทางธุรกิจอย่างแน่นอน ในส่วนของค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้น บริษัทมุ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานภายในร้านให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ขณะที่ต้นทุน "อาหารทะเล (Seafood)" กลายเป็นประเด็นใหม่ที่น่ากังวล เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทำให้เรือประมงออกเรือน้อยลง ส่งผลให้ราคาสินค้าสดขยับตัวสูงขึ้นทันที
รวมถึงต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) อย่างกล่องพลาสติกที่พาเหรดขึ้นราคาตามราคาน้ำมันเช่นกัน สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปี 2569 ผลการสำรวจพบว่า ลูกค้ายุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ได้เลือกทานอาหารเพียงเพราะ "รสชาติ" เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ "พลังของแบรนด์ (Branding)" และ "ภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดีย"
ผู้บริโภคยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น (Premium Price) หากร้านนั้นสามารถมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าต่อการถ่ายรูปเพื่อลง Instagram หรือ TikTok ได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตึงตัวหรือช่วงเปิดเทอมที่ผู้ปกครองต้องประหยัดค่าใช้จ่าย CRG ได้ปรับกลยุทธ์ส่งเมนู "Value for Money" หรือเมนูที่เน้นความคุ้มค่าออกมาดึงดูดลูกค้า
โดยใช้ข้อได้เปรียบจากการมีพอร์ตโฟลิโอร้านอาหารที่หลากหลาย (Diverse Portfolio) ตั้งแต่ระดับพรีเมียมไปจนถึงร้านอาหารราคาย่อมเยา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มที่ยังต้องการทานอาหารนอกบ้านแต่มีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมาแม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่บริษัทยังเติบโตได้ 7% ทำรายได้แตะ 16,900 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตแบรนด์ที่หลากหลายสำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโต 14% ดันรายได้สู่ 19,300 ล้านบาท พร้อมทุ่มงบกว่า 900 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่ 140–160 แห่ง ครอบคลุมทั้งแบรนด์หลักและแบรนด์ใหม่
กลยุทธ์ขับเคลื่อนยังคงยึด 4 แกนหลัก “Grow – Drive – Build – Sustain”
อีกหนึ่งจุดเด่นของ CRG คือการใช้โมเดล “พันธมิตร” เป็นตัวเร่งการเติบโต โดย ‘ปิยะ ดั่นคุ้ม’ ผู้บริหารแบรนด์ Salad Factory ซึ่งเป็น JV Partner สำคัญ ระบุว่า ความร่วมมือกับ CRG ช่วยปลดล็อกศักยภาพแบรนด์อย่างก้าวกระโดด ทำให้ยอดขายเติบโตมากกว่า 450% และสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ทั้งในแง่สาขาและการพัฒนาสินค้าใหม่
ภาพรวมจึงชัดว่า CRG ไม่ได้มองการเติบโตแค่จำนวนสาขา แต่กำลังสร้าง “Ecosystem ธุรกิจอาหาร” ที่ผสานแบรนด์ นวัตกรรม และพันธมิตรเข้าด้วยกัน ในปีที่ความท้าทายยังสูง แผน “Beyond the Best” จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์ระยะสั้น แต่เป็นการวางหมากระยะยาว เพื่อพา CRG ก้าวไปสู่เกมธุรกิจร้านอาหารในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม