
SHORT CUT
SCG แนะ นักลงทุนไทยอย่ากลัวจีน! เร่งดึง ‘ทุนจีนสีขาว’ลงทุนไทย-ไม่เอาสีเทา ชี้ รัฐคุมวินัยการเงิน รับเศรษฐกิจผันผวน
ท่ามกลางระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะการค้าแบบแบ่งขั้ว (Fragmentation) มากขึ้น ภาคเอกชนไทยมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์รับมือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกระแสเงินลงทุนจากจีนที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
มุมมองสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจาก ‘ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี มองว่า ไทยไม่ควรมีท่าที “กลัวจีน” แต่ต้องรู้จักคัดเลือกและบริหารจัดการการลงทุนจากจีนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดึงดูด “ทุนจีนสีขาว” ที่เข้ามาลงทุนเพื่อสร้างธุรกิจและความร่วมมือระยะยาว มากกว่าการเปิดรับทุนที่มุ่งหวังผลประโยชน์ระยะสั้นหรือกลุ่มทุนสีเทาที่อาจสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต
ทั้งนี้ มองว่า นักลงทุนจีนจำนวนมากมีศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายการผลิตระดับโลก ซึ่งสามารถช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยและสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคได้ หากประเทศไทยสามารถเลือกพันธมิตรที่มีคุณภาพและมีความจริงใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน
พาร์ทเนอร์ที่ดีถือเป็นสินทรัพย์สำคัญในระยะยาว ขณะที่พาร์ทเนอร์ที่ไม่เหมาะสมอาจกลายเป็นภาระที่สร้างปัญหาต่อเนื่องในอนาคต” เป็นอีกหนึ่งข้อสะท้อนสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นบนเวทีเสวนาด้านเศรษฐกิจและการค้า
ขณะเดียวกันภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งเงินเฟ้อ ต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ภาครัฐถูกแนะนำให้ยึดหลัก “วินัยทางการเงิน” อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
ธรรมศักดิ์ มองอีกว่า รัฐบาลควรระมัดระวังการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว หรือธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า เนื่องจากอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุน
ในทางกลับกัน งบประมาณและการลงทุนควรถูกนำไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานสะอาด การยกระดับระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน การลงทุนด้านดิจิทัล รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรม Data Center ให้ไทยก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ตั้งศูนย์ข้อมูล แต่ต้องสามารถสร้างการจ้างงาน พัฒนาบุคลากร และดึงเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในประเทศได้
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ถูกเสนอให้เร่งดำเนินการคือ การปรับปรุงกฎหมายและระบบอนุญาตต่าง ๆ ที่ยังมีความซ้ำซ้อนและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยภาครัฐควรทบทวนและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินธุรกิจและลงทุนได้รวดเร็วขึ้น
แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวให้กับระบบเศรษฐกิจได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อจากนี้ยังคงเป็นผลกระทบจากระเบียบโลกใหม่ที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงกติกาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) ซึ่งกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น ESG และ CBAM ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก
ภายใต้บริบทดังกล่าว ความได้เปรียบจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่ประเทศและภาคธุรกิจต้องสร้างคือความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง และความน่าเชื่อถือในฐานะคู่ค้าระดับสากล
อย่างไรก็ตามหากไทยยังไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับภาคเกษตร เพิ่มทักษะแรงงาน และเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ประเทศอาจสูญเสียโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้ในที่สุด
สำหรับแผนงานของ SCG 0tเดินหน้าหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากจีนในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอาเซียน โดยเน้นคัดเลือก “ทุนจีนสีขาว” ที่มีความโปร่งใส มีเทคโนโลยี และพร้อมสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว พร้อมหลีกเลี่ยงกลุ่มทุนสีเทาที่อาจสร้างความเสี่ยงทางธุรกิจ ขณะเดียวกันยังเร่งขยายโอกาสลงทุนในอาเซียนและอินเดีย ผ่านเครือข่ายธุรกิจในเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตใหม่ทดแทนตลาดไทยที่เริ่มอิ่มตัว
ด้านแผนธุรกิจระยะ 3-5 ปี SCG เตรียมลงทุนในพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว และธุรกิจแห่งอนาคต ควบคู่กับการนำ AI และระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขยายกำลังการผลิตคาร์บอนซีเมนต์ในภูมิภาค และศึกษาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจปิโตรเคมี เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันระดับอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น