
SHORT CUT
S&P 500 ทะลุ 7,800 จุด ทุบสถิติประวัติศาสตร์ แรงซื้อหุ้นชิป AI ดันตลาดวอลล์สตรีทคึกคัก สวนทางบอนด์ยีลด์สูงและเศรษฐกิจชะลอตัว ด้านโกลด์แมน แซคส์ ย้ำเป้า 8,700 จุด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง โดยดัชนี S&P 500 ปิดบวกทะลุระดับ 7,800 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ Dow Jones ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ปัจจัยหลักมาจากความร้อนแรงของหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป AI อย่างเช่นบริษัท Marvell Technology, AMD และ Broadcom
นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีความหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงแล้ว
แม้ตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้นต่อเนื่องมาเข้าปีที่ 4 (ดัชนี S&P 500 โตมาแล้ว 117% และ Nasdaq โตถึง 163%) แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความเปราะบางซ่อนอยู่ เช่น ตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่นักลงทุนเทขายจนดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งไปสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี
นอกจากนี้ ค่าครองชีพของชาวอเมริกันยังคงสูงจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่แพงกว่าปีที่แล้วมาก ซึ่งเรื่องปัญหาปากท้องนี้กำลังกลายเป็นประเด็นการเมืองสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
ด้าน Goldman Sachs ประเมินว่าในปี 2027 จะมีบริษัทต่างๆ นำหุ้นใหม่ออกมาขายเพื่อระดมทุนสูงถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งยังจะมีหุ้นอีกกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ที่หลุดจาก 'ช่วงห้ามขาย' (Lock-up) สามารถนำมาเทขายในตลาดได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะปริมาณหุ้นล้นตลาดมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 และอาจกดดันให้ราคาหุ้นตกได้
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs เชื่อว่าตลาดจะยังไปต่อได้ เพราะบริษัทต่างๆ เตรียมนำเงินสดมา 'ซื้อหุ้นของตัวเองคืน' จากตลาดสูงถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยพยุงราคาหุ้นเอาไว้ได้
ประกอบกับ 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี (Amazon, Alphabet, Meta, Microsoft, Oracle) ที่เตรียมลงทุนสร้างระบบ AI กว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์นั้น มีเงินสดจากการทำธุรกิจและมีช่องทางกู้ยืมที่แข็งแกร่ง จึงไม่ต้องระดมทุนด้วยการขายหุ้นใหม่ให้เป็นภาระของตลาด
ด้วยเหตุนี้ Goldman Sachs จึงยังมองตลาดหุ้นในแง่ดี โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะโตขึ้น 11% ในปี 2027 และให้เป้าหมายดัชนีในอีก 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ 8,700 จุด (หรือมีโอกาสขึ้นได้อีกราว 12%)
แต่มีข้อควรระวังสำคัญคือ ตลาดที่ทำสถิติสูงสุดในตอนนี้ ถูกดึงให้ขึ้นมาด้วยหุ้นของบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่ตัว ขณะที่หุ้นของบริษัททั่วไปส่วนใหญ่ ราคายังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ถึง 16% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดยังเติบโตแบบกระจุกตัว
ที่มา : Yahoo Finance