
SHORT CUT
สะเทือนวงการ Nike เตรียมหลุดโผดัชนี S&P 100 วันที่ 21 ก.ย. นี้ ท่ามกลางเสียงบ่นสนั่นโซเชียลเรื่องดีไซน์วนซ้ำและการตลาดที่อาจไม่โดนใจผู้บริโภคยุคใหม่อีกต่อไป
จากไอคอนบนสตรีทแฟชั่นและยักษ์ใหญ่สปอร์ตแวร์ระดับโลก วันนี้ 'Nike' กำลังเผชิญหน้ากับคำถามครั้งใหญ่ หลัง S&P Dow Jones Indices ประกาศปรับสมดุลรายไตรมาส
โดยเตรียมถอดชื่อของ Nike (NKE) ออกจากดัชนีรวม 100 บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หรือ S&P 100 ในวันที่ 21 กันยายน 2026 นับเป็นการหลุดจากทำเนียบบริษัทชั้นนำเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ
แม้ในเชิงเทคนิค การหลุดจาก S&P 100 จะเป็นเรื่องของการจัดกลุ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด โดยราคาหุ้นของ Nike ดิ่งลงมาอยู่ที่ 38.77 ดอลลาร์สหรัฐ (ร่วงลงกว่า 78% จากจุดสูงสุดในปี 2021 ที่ 179.10 ดอลลาร์สหรัฐ)
ขณะที่ Nike ยังคงอยู่ในดัชนี S&P 500 ตามเดิม แต่ในมุมมองของสายไลฟ์สไตล์และสนีกเกอร์เฮด ตัวเลขทางการเงินนี้กำลังสะท้อน 'สัญญาณเตือนภัย' ครั้งสำคัญของแบรนด์
รายงานวิเคราะห์ 'The Swoosh Pivot: A Deep Dive into Nike's 2026 Rebuilding' ระบุว่าการที่ Nike ผลิตรุ่นคลาสสิกซ้ำๆ ส่งผลให้เกิดภาวะ 'Consumer Fatigue' หรือความเหนื่อยล้าของผู้บริโภคอย่างหนักในช่วงปี 2024-2025
Athletes in Business ชี้ว่าการที่ Nike ผลิตแฟรนไชส์หลักอย่าง Air Force 1, Air Jordan 1 และ Dunk ออกมาสู่ตลาดมากเกินไป ทำให้มนต์ขลังและความน่าสนใจของรองเท้าลดลง จนซีอีโอต้องสั่งลดกำลังการผลิตลงเพื่อดึงความหายากกลับคืนมา
The Wall Street Journal ระบุชัดเจนว่า Nike สูญเสียมูลค่าตลาดไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์จากการตามหลังคู่แข่งด้านนวัตกรรม และมุ่งเน้นทำกำไรจากรองเท้า 3 รุ่นหลักเดิมๆ มากเกินไป
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสตอบรับจากคอมมูนิตี้สนีกเกอร์เฮดเริ่มเปลี่ยนทิศ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ยอมจ่ายเพียงเพื่อซื้อ 'โลโก้' อีกต่อไป แต่เริ่มตั้งคำถามและเปรียบเทียบกับคู่แข่งหน้าใหม่ว่า ป้ายราคาที่พุ่งสูงขึ้นนั้น คุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับจริงหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันในตลาดสปอร์ตแวร์และรองเท้าวิ่งสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ในปัจจุบันไม่ได้มี Nike เป็นตัวเลือกเดียวอีกต่อไป ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มปันใจให้กับแบรนด์คู่แข่งหน้าใหม่และแบรนด์เฉพาะกลุ่มที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชัน ความสบาย และดีไซน์ที่สดใหม่กว่า
ไม่ว่าจะเป็นสายวิ่งอย่าง On Running และ Hoka หรือสายเอาต์ดอร์-สตรีทแฟชั่นอย่าง Salomon และ Asics ที่กวาดส่วนแบ่งความสนใจไปอย่างต่อเนื่อง
การปรับตัวเลขบนกระดานดัชนีครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่แค่วัฏจักรของตลาดหุ้น แต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า ถึงเวลาแล้วที่ Nike ต้องกลับมาทบทวนการสื่อสารและการตลาดที่กำลังสร้างความเหนื่อยล้าให้กับแฟนคลับตัวจริง
แล้วคุณล่ะ มองว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ Nike ยุคนี้ขาดเสน่ห์ไป? และโมเดลการตลาดแบบไหนที่คุณรู้สึกว่า 'ไม่ไหวแล้ว'
ที่มา : Hypebeast