
SHORT CUT
“Tesla Semi” รถบรรทุกไฟฟ้าคันแรกของ “เทสลา” ออกจากสายการผลิตปริมาณมากที่โรงงานในรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ เพื่อเตรียมจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หลังโครงการชะงักมานานหลายปี
"เทสลา" บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากสหรัฐฯ เปิดเผยความสำเร็จในการผลิตรถบรรทุกหัวลากไฟฟ้า "Tesla Semi" คันแรกจากสายการผลิตปริมาณมากแห่งใหม่ที่โรงงาน Gigafactory Nevada ในรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับโครงการรถบรรทุกไฟฟ้าที่เผชิญความล่าช้ามาเป็นเวลานานหลายปี
บริษัทได้เผยแพร่ภาพของรถบรรทุกดังกล่าวผ่านบัญชี Tesla Semi บนแพลตฟอร์ม X พร้อมยืนยันว่าการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่โรงงานเฉพาะทางขนาด 1.7 ล้านตารางฟุต (99 ไร่) แห่งนี้
สำหรับโครงการ Tesla Semi ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ใช้เวลาพัฒนายาวนานที่สุดของบริษัทเทสลาหลังจากเปิดตัวรถบรรทุกรุ่นนี้ครั้งแรกในปี 2017 และเดิมบริษัทตั้งเป้าจะเริ่มการผลิตในปี 2019
อย่างไรก็ตาม กำหนดการผลิตต้องเลื่อนออกไปหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2020 ต่อเนื่องไปถึงปี 2021 และปี 2022 ก่อนที่เทสลาจะสามารถส่งมอบรถจำนวนเล็กน้อยให้กับ “เป๊ปซี่โค” (PepsiCo) บริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่ ได้ในช่วงปลายปี 2022 ที่ผ่านมา
รถบรรทุกไฟฟ้าล็อตแรก ๆ เหล่านั้นเป็นการประกอบขึ้นด้วยมือในสายการผลิตนำร่องเป็นหลัก หลังจากนั้น Tesla ใช้เวลาประมาณ 3 ปีถัดมาในการปรับปรุงการออกแบบรถบรรทุก ลดน้ำหนักรถลงประมาณ 1,000 ปอนด์ (454 กิโลกรัม) และสร้างโรงงานเฉพาะสำหรับผลิต Tesla Semi ขึ้นใหม่ติดกับโรงงาน Gigafactory Nevada ในเมืองสปาร์กส์ (Sparks)
บริษัทเปิดเผยข้อมูลจำเพาะของรถบรรทุกไฟฟ้ารุ่นผลิตจริง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมาพร้อมกับตัวเลือกด้วยกัน 2 รุ่น คือ รุ่น Standard Range ระยะทางวิ่งประมาณ 325 ไมล์ (523 กิโลเมตร) ที่มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุดรวม 82,000 ปอนด์ (37,195 กิโลกรัม) และรุ่น Long Range ที่วิ่งได้ 500 ไมล์ (805 กิโลเมตร)
“เทสลา” ตั้งราคาจำหน่ายของรุ่น Long Range ไว้ที่ 290,000 ดอลลาร์ (9,500,000 บาท) และรุ่น Standard Range ที่ประมาณ 260,000 ดอลลาร์ (8,500,000 บาท) ทำให้ Tesla Semi กลายเป็นรถบรรทุกหัวลากไฟฟ้าขนาด Class 8 ที่มีราคาต่ำสุดในตลาด
การเปลี่ยนจากสายการผลิตนำร่องสู่สายการผลิตปริมาณมากถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง โรงงานผลิตรถบรรทุก Semi ของเทสลาได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับกำลังการผลิตสูงสุดถึง 50,000 คันต่อปี แม้ว่าบริษัทจะค่อยๆ เพิ่มกำลังการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม
ด้านนักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่าจะมีการส่งมอบรถบรรทุกไฟฟ้าราว 5,000 ถึง 15,000 คันในปี 2026 แต่ก็มีความเห็นว่าตัวเลขดังกล่าวอาจจะค่อนข้างเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป
ข้อได้เปรียบสำคัญของโรงงานในรัฐเนวาดาคือการผลิตแบบ บูรณาการในแนวดิ่ง (Vertical Integration) โดยเซลล์แบตเตอรี่ 4680 ที่ใช้เป็นแหล่งพลังงานของรถบรรทุกรุ่นนี้ ผลิตขึ้นในโรงงานเดียวกัน ทำให้เทสลาสามารถขจัดปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานได้ โดยก่อนหน้านี้ “เทสลา” ต้องลดความสำคัญของรถบรรทุก Semi ลงเป็นเวลาหลายปี จากการจัดสรรแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีปริมาณการผลิตสูงกว่า และทำให้โครงการ Semi ต้องล่าช้าออกไป
รถบรรทุกทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ขนาด 800 กิโลวัตต์ ให้กำลังสูงสุด 1,072 แรงม้า และรองรับการชาร์จด้วยระบบ Megacharger ระดับ 1.2 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถเติมพลังงานให้กับรถได้ 60% ของระยะทางสูงสุดภายในเวลาประมาณ 30 นาทีและสอดคล้องกับช่วงเวลาพักตามกฎหมายของคนขับรถบรรทุก
“เทสลา” ยังได้เปิดสถานี Megacharger ระบบสถานีชาร์จไฟฟ้าความเร็วสูงพิเศษระดับเมกะวัตต์ (MW) แห่งแรกในเมืองออนแทรีโอ รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ แล้วและได้วางแผนสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จที่ติดตั้งระบบ Megacharger รวม 66 แห่งใน 15 รัฐทั่วประเทศ
“เทสลา” เข้าสู่การผลิตในปริมาณมากด้วยข้อได้เปรียบที่เหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัดทั้งในด้านราคาและระยะทางวิ่ง
คู่แข่งในตลาด อย่าง รถบรรทุกไฟฟ้า Freightliner eCascadia ของกลุ่มเดมเลอร์ (Daimler) และรถบรรทุกไฟฟ้าของวอลโว่ (Volvo) ที่แม้จะเริ่มส่งมอบรถแล้ว แต่ยังมีจำนวนจำกัดและมาพร้อมกับราคาที่สูงกว่า ยังไม่รวมถึงระยะทางวิ่งสั้นกว่า
ขณะที่บริษัทสตาร์ตอัพ อย่าง “นิโคลา คอร์ปอเรชัน” (Nikola Corporation) ที่เคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของเทสลาก็ได้ประกาศล้มละลายไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม “วอลโว่” ยังคงถูกมองว่าเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดรถบรรทุกไฟฟ้า เนื่องจากได้ส่งมอบรถไฟฟ้าไปแล้วหลายพันคันด้วยกัน
ข้อมูลจากโครงการสนับสนุนรถบรรทุกและรถบัสโดยสารพลังงานสะอาด (Clean Truck & Bus Voucher) ของรัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่า ในระหว่างเดือนมกราคม ปี 2025 ถึงกุมภาพันธ์ ปี 2026 มีผู้ส่งคำขอเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1,067 รายการ โดยในจำนวนนี้ Tesla Semi คิดเป็น 965 รายการขณะที่ผู้ผลิตรายอื่น ๆ เช่น เดมเลอร์ PACCAR และวอลโว่มีคำขอรวมกันไม่ถึง 100 รายการ
ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศรอบๆ รถบรรทุก Semi ก็กำลังขยายตัว เห็นได้จากการที่บริษัท Alyath เตรียมเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า “Tesla Semi as a Service” เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทขนส่งใช้รถ Tesla Semi ผ่านการจ่ายค่าบริการรายเดือนแบบรวมแพ็กเกจ ครอบคลุมทั้งตัวรถ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จ และแหล่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยขจัดอุปสรรคด้านเงินลงทุนเริ่มต้นของให้ผู้ประกอบการขนส่งได้อย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้บริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้า MDB ก็เพิ่งเปิดตัวโครงการนำร่องด้วยการใช้ Tesla Semi ในการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือในพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเวลา 3 สัปดาห์ด้วย
ที่มา : Electrek