
SHORT CUT
สหภาพยุโรปเตรียมจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากจีนไว้ที่ไม่เกิน 350,000 คันต่อปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป หวังปกป้องอุตสาหกรรมยุโรป
คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ยืนยันว่า สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) เตรียมจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าจากจีนไว้ที่ไม่เกิน 350,000 คันต่อปี หลังยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดแบบ PHEV จากจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าปีนี้จะมียอดจำหน่ายรถยนต์ทั้ง 2 ประเภทในยุโรปราว 800,000 คัน
อียูคาดการณ์ว่า โควตาการนำเข้าที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคมนี้ จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของจีนลดลงครึ่งหนึ่ง มาอยู่ที่ 3% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 6% ตามข้อตกลงสำคัญระยะเวลา 4 ปี ซึ่งบรรลุผลในการหารือที่กรุงปักกิ่งของจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รถยนต์ที่นำเข้าเกินโควตาจะไม่ได้ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม แต่จะถูกกักไว้ที่ด่านศุลกากรบริเวณท่าเรือในยุโรป
เจ้าหน้าที่อียูยืนยันว่า รถยนต์จีนที่ประกอบขึ้นในประเทศสมาชิกอียู อย่าง ในฮังการี หรือในสเปน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ขณะที่รถยนต์ของบริษัทในอียูที่ผลิตในจีนจะยังคงถูกนับรวมในโควตา
ข้อมูลจากศุลกากรจีน ระบุว่า มูลการส่งออกรถยนต์ไฮบริดจากจีนไปยังสหภาพยุโรปพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า โดยมีมูลค่าแตะระดับ 6,700 ล้านยูโร (ราว 2.51 แสนล้านบาท) ในช่วงแรกของครึ่งปี 2026 เพิ่มขึ้นจาก 2,200 ล้านยูโร (ราว 83,000 ล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนยังตกลงที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรบางรายการสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ และลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าประเภทรองเท้า น้ำมันมะกอก และไอศกรีมที่นำเข้าจากอียูลงครึ่งหนึ่งด้วย
เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าจีนให้การสนับสนุนโควตาดังกล่าวอย่างเต็มที่ และขณะนี้ยังคงมีการหารือกันในประเด็นเกี่ยวกับรถยนต์และสินค้านำเข้าอื่นๆ รวมถึง ประเด็นสารเคมี พลังงานหมุนเวียน และเฟอร์นิเจอร์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมว่า การหารือเกี่ยวกับสินค้าบางประเภทจะยังคงดำเนินต่อไป และข้อตกลงครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการเจรจา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากอียู เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ที่อาจกำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องกระจายความเสี่ยงของแหล่งจัดหาวัตถุดิบและสินค้า เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงบางประเทศ เมื่อเดือนที่แล้ว ในขณะที่กฎหมาย Made in Europe ก็กำหนดแนวทางในลักษณะเดียวกันสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
นอกจากนี้ ผู้นำอียูยังเตรียมหารือเกี่ยวกับข้อเสนอร่วมระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนีในวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคมนี้ เพื่อสร้างกลไกที่เรียกว่า ‘สวิตช์ตัดการเชื่อมต่อ’ (Kill Switch) หรือเครื่องมือใหม่ที่จะเปิดทางให้สหภาพยุโรประงับการนำเข้าสินค้าบางประเภทเข้าสู่ตลาดร่วมของอียูได้ หากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบในทางลบ เช่น กรณีการห้ามส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์
สำหรับข้อตกลงเกี่ยวกับการจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริดจากจีนของอียู เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับตัวเลขการขาดดุลการค้าระหว่างอียูกับจีน ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาทต่อวัน
ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์หลักของอียูในการแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าที่ถูกมองว่าไม่ยั่งยืนนั้นมุ่งเน้นไปที่การผลักดันให้จีนเปิดตลาดและเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากยุโรปเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าว ระบุว่า ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยความกังวลเกี่ยวกับภาวะถดถอยของภาคอุตสาหกรรม และการสูญเสียตำแหน่งงานในพื้นที่ที่เป็นฐานการผลิตหลักของยุโรป ได้ผลักดันอียูหันมาให้ความสำคัญกับการจำกัดการนำเข้าสินค้ามากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นการเพิ่มการส่งออกดังเช่นที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่อียูรายหนึ่งระบุว่า สหภาพยุโรปกำลังติดตามการนำเข้าอย่างใกล้ชิด ทั้งปริมาณสินค้าที่ไหลเข้าสู่ตลาด การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสินค้าบางประเภท และผลกระทบที่สินค้านำเข้ามีต่อการลดทอนฐานอุตสาหกรรมภายในภูมิภาค
ด้าน ‘แอนดรูว์ สมอล’ (Andrew Small) ผู้อำนวยการโครงการเอเชียประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (ECFR) มองว่า จีนอาจพยายามดึงอียูเข้าสู่การเจรจาที่ยืดเยื้อในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ แต่ท่าทีของยุโรปได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
พร้อมเสริมว่า หากจีนเสนอข้อตกลงลักษณะนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี หรือราวฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ก็อาจช่วยลดความตึงเครียดทางการเมืองได้มากกว่า แต่ขณะนี้สถานการณ์ได้พัฒนาล่วงเลยจุดที่จะสามารถแก้ไขได้ทางการเมือง ทำให้การคลี่คลายความตึงเครียดทำได้ยากขึ้น
ที่มา : The Guardian