svasdssvasds

EU สั่งแบน! 'ห้ามเผา-ห้ามทิ้ง' เสื้อผ้าค้างสต็อก ดันแฟชั่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

EU สั่งแบน! 'ห้ามเผา-ห้ามทิ้ง' เสื้อผ้าค้างสต็อก ดันแฟชั่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

EU (สหภาพยุโรป) เอาจริง สั่ง ‘ห้ามทำลายเสื้อผ้า-รองเท้าค้างสต็อก’ อย่างเป็นทางการ เพราะทนไม่ไหวกับกองขยะแฟชั่นที่สูงเท่าภูเขา

SHORT CUT

  • สหภาพยุโรป (EU) ออกกฎหมายใหม่ (ESPR) สั่งห้ามเผาทำลายเสื้อผ้าและรองเท้าที่ขายไม่ออกหรือค้างสต็อก เพื่อแก้ปัญหาขยะสิ่งทอ
  • กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เปลี่ยนจาก Fast Fashion ไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
  • แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัวโดยเน้นผลิตสินค้าที่ทนทาน, สามารถนำกลับมาใช้ใหม่, ซ่อมแซมได้ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

EU (สหภาพยุโรป) เอาจริง สั่ง ‘ห้ามทำลายเสื้อผ้า-รองเท้าค้างสต็อก’ อย่างเป็นทางการ เพราะทนไม่ไหวกับกองขยะแฟชั่นที่สูงเท่าภูเขา

รู้ไหมว่า EU มีกฎนี้เพื่อลด Fast Fashion

ที่มา: Reuters

กฎนี้ชื่อว่า ESPR (Ecodesign for Sustainable Products Regulation) มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่กรกฎาคม 2024 หัวใจสำคัญคือ ‘ห้ามเอาเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ยังขายไม่ออกไปเผาหรือทำลายทิ้ง’ สมัยก่อน แบรนด์ดังๆโดยเฉพาะ Fast Fashion มักจะทำลายสินค้าที่เหลือเพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์หรือตัดปัญหาเรื่องค่าเก็บโกดัง แต่จากนี้ไปคือทำไม่ได้แล้วนะ

เหตุผลที่ทำให้ต้องมีกฎนี้

ในยุโรปมีเสื้อผ้าที่ ‘ยังไม่ทันได้ใส่สักครั้ง’ ถูกทำลายทิ้งถึงปีละ 4-9% ขยะพวกนี้สร้างก๊าซคาร์บอนถึง 5.6 ล้านตันพอๆ กับที่คนทั้งประเทศสวีเดนปล่อยออกมาทั้งปี อีกทั้งทั่วโลกมีขยะสิ่งทอถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบ 92 ล้านตันต่อปี เทียบง่ายๆ คือมีรถขยะเทเสื้อผ้าทิ้ง ‘ทุกๆ 1 วินาที’

หมดยุค Fast Fashion... สู่ยุค Circular Economy

ที่มา: Reuters

กฎนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อแบนการขายของ แต่เขาอยากให้แบรนด์ปรับตัวใหม่ ให้มีความเป็น Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) มากขึ้น โดยเน้น 4 หัวใจหลัก 

  • เพิ่มความทนทานของผลิตภัณฑ์ 
  • การนำกลับมาใช้ใหม่ 
  • การซ่อมแซม
  • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

กฎนี้มีข้อยกเว้นแค่บางกรณีเท่านั้น 

เช่น สินค้าไม่ปลอดภัยจริงๆ หรือเสียหายจนเยียวยาไม่ได้ และที่สำคัญบริษัทต้อง ‘เปิดเผยตัวเลข’ ด้วยว่าปีๆ นึงทำลายของไปเท่าไหร่

แฟชั่นที่ดีต้องมาพร้อมกับการรักษ์โลก

เจสสิกา รอสวัลล์ (Jessika Roswall) กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของ EU บอกว่า ภาคแฟชั่นต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่ช่วยโลก แต่ยังช่วยให้ธุรกิจยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาวด้วย

สำหรับพวกเราที่เป็นผู้บริโภคสาย Green การเลือกซื้อแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่อง Sustainability ก็ถือเป็น Manifesto อย่างหนึ่งว่าเราแคร์อนาคตมากกว่าแค่เทรนด์ที่มาไวไปไว

ที่มา: Earth.Org

related