ทำความรู้จัก ‘Freckle’ มือถือเด็กยุคใหม่ ไร้โซเชียลมีเดีย

ทำความรู้จัก ‘Freckle’ มือถือเด็กยุคใหม่ ไร้โซเชียลมีเดีย

ยุคที่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘สมาร์ทโฟน’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กรุ่นใหม่ ‘Freckle’ โทรศัพท์มือถือแบบไร้อินเทอร์เน็ต แต่มาพร้อมกับภารกิจสำรวจธรรมชาตินอกบ้าน

SHORT CUT

  • แนวคิดและจุดเริ่มต้นของ Freckle เกิดจากความต้องการของ แซม เทอร์ริส ที่อยากให้เด็กวัย 7–13 ปีได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างอิสระและได้ออกไปเล่นนอกบ้านเหมือนในอดีต ท่ามกลางยุคที่เด็กติดหน้าจอและผู้ปกครองกังวลเรื่องผลกระทบด้านความปลอดภัยจากการเสพติดโซเชียลมีเดีย
  • Freckle ตัวเครื่องตัดฟีเจอร์เสี่ยงทิ้งทั้งหมด (ไม่มีเบราว์เซอร์ โซเชียลมีเดีย หรือแอปสโตร์ ติดต่อได้เฉพาะเบอร์ที่พ่อแม่อนุมัติ พร้อมระบบติดตามตำแหน่ง) แต่แทนที่ด้วยฟีเจอร์กระตุ้นการผจญภัย เช่น กล้องตรวจจับสิ่งมีชีวิตเพื่อสะสมสติ๊กเกอร์ ระบบภารกิจนอกบ้าน โหมดวอล์กกีทอล์กกีเมื่อนำเครื่องมาแตะกัน และระบบแตะจ่ายเงินซื้อขนม
  • Freckle วางตัวเป็นเทคโนโลยีช่วงเปลี่ยนผ่าน (คล้ายการหัดจิบไวน์ในมื้ออาหาร) เพื่อฝึกทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบและเชื่อมโยงกับโลกจริง ก่อนที่เด็กจะโตพอและเปลี่ยนไปใช้สมาร์ทโฟนทั่วไปอย่าง iPhone ในอนาคต

ยุคที่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘สมาร์ทโฟน’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กรุ่นใหม่ ‘Freckle’ โทรศัพท์มือถือแบบไร้อินเทอร์เน็ต แต่มาพร้อมกับภารกิจสำรวจธรรมชาตินอกบ้าน

‘Freckle’ คือโทรศัพท์มือถือที่เปลี่ยน ‘อินเทอร์เน็ต’ และ ‘แอปพลิเคชัน’ ให้กลายเป็น ‘ภารกิจสำรวจธรรมชาตินอกบ้าน’ มาพร้อมปุ่มกดที่สัมผัสได้จริง และโหมดวอล์กกีทอล์กกี

CREDIT : Freckle

แซม เทอร์ริส (Sam Terris) ใช้ชีวิตวัยเด็กไปกับการวิ่งเล่นในป่ารอบๆ ทะเลสาบวอลเดน (Walden Pond) ในเมืองคองคอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ เขาและเพื่อนๆ มักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ข้างนอกโดยไม่ต้องมีพ่อแม่คอยจับตาดู

“พวกเราเป็นเด็กที่ขี้เบื่อมาก เลยต้องคอยคิดค้นเกมและกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมาเล่นกันเอง ผมคิดว่านั่นเป็นส่วนสำคัญมากในการพัฒนาการของคนรุ่นผม” แซมกล่าว

โดยแซมคือผู้ประกอบการที่เคยร่วมก่อตั้งแบรนด์นักเก็ตแพลนต์เบสอย่าง Nuggs และเพิ่งมีลูกเมื่อไม่นานมานี้ เขาจึงใช้เวลาช่วงหลายปีที่ผ่านมาคิดหาวิธีที่จะทำให้ลูกชายได้มีชีวิตวัยเด็กแบบเดียวกัน แต่มันไม่ง่ายเลยในยุคที่เด็กๆ แทบไม่มีเวลาอยู่ตามลำพัง แถมยังเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างอิสระ

CREDIT : Freckle

ผลการสำรวจของ Harris Poll ในปี 2568 จากเด็กอายุ 8-12 ปี จำนวน 500 คน พบว่า 62% ไม่เคยเดินหรือปั่นจักรยานไปไหนมาไหนโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล ในขณะเดียวกัน เด็กๆ กลับใช้เวลากับหน้าจอมากกว่าที่เคย

สถานการณ์เหล่านี้ทำให้พ่อแม่เริ่มกังวลถึงผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อลูกมากขึ้น บวกกันเมื่อเดือนที่แล้ว Meta เพิ่งตกลงเตรียมจ่ายเงินยอมความสูงสุดถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ จากคดีที่ 51 รัฐฟ้องร้องว่าบริษัทจงใจออกแบบแอปพลิเคชันให้เด็กเสพติด ก็ยิ่งสร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองมากขึ้น

CREDIT : Freckle

แซมไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับเด็กเสมอไป ปัญหาอยู่ที่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘สมาร์ทโฟน’ ถูกจงใจออกแบบมาให้คนเสพติดมากกว่า เขาจึงตั้งคำถามว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถออกแบบเทคโนโลยีที่ช่วยให้เด็กๆ พัฒนาความเป็นอิสระ สร้างความสัมพันธ์ และยังคงปลอดภัยได้ ?

ต่อมาเขาได้เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้ นั่นก็คือ Freckle โทรศัพท์ราคา 199 ดอลลาร์ สำหรับเด็กอายุ 7-13 ปี พร้อมแพ็กเกจเครือข่ายเดือนละ 25 ดอลลาร์

แต่ตัวเครื่องไม่มีเว็บเบราว์เซอร์ แอปสโตร์ โซเชียลมีเดีย หรือ YouTube เด็กๆ จะสามารถโทรและส่งข้อความหาได้เฉพาะรายชื่อที่พ่อแม่กดอนุมัติเท่านั้น

นอกจากนี้โทรศัพท์ยังมาพร้อมระบบติดตามตัวที่ช่วยให้พ่อแม่ดูตำแหน่งของลูกบนแผนที่ได้ หรือจะตั้งค่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zones) เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อลูกออกนอกพื้นที่ “คุณจะเลือกติดตามทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขาก็ได้ หรือจะแค่เชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ให้คอยแจ้งเตือนเมื่อจำเป็นก็พอ” แซมระบุ

โดย Freckle ได้รับเงินลงทุนจากกองทุน Seven Seven Six ของ อเล็กซิส โอฮาเนียน (Alexis Ohanian) โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว และจะเริ่มจัดส่งในเดือนธันวาคมนี้

โทรศัพท์ที่เด็กๆ สนุกกับการใช้งานได้อย่างเต็มที่

แม้ Freckle จะออกแบบมาเพื่อคลายความกังวลของพ่อแม่ แต่มันก็ถูกสร้างมาให้เด็กๆ สนุกกับการใช้งานด้วย แถมมาพร้อมตัวเครื่องที่มีสีสันสดใส วัสดุนุ่มนวล ปุ่มกดสัมผัสได้จริง และมีหน้าจอทัชสกรีนทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก

CREDIT : Freckle

ที่น่าสนใจก็คือ Freckle มี ‘กล้องสำรวจ’ (Discovery Camera) ที่สามารถระบุชนิดของแมลง นก และต้นไม้ แล้วบันทึกลงในสมุดสะสมสติ๊กเกอร์ดิจิทัล “มันให้อารมณ์คล้ายๆ โปเกมอนโก (Pokémon Go) แต่เป็นในชีวิตจริงครับ” แซมอธิบาย

นอกจากนี้พ่อแม่สามารถส่ง ‘ภารกิจ’ (Quests) ให้ลูกได้ เช่น หาแมลง 5 ชนิดในสวนสาธารณะ หรือถ่ายรูปภาพวาดอิมเพรสชันนิสม์ 3 ภาพในพิพิธภัณฑ์ และเมื่อเด็ก 2 คนนำโทรศัพท์ Freckle มาแตะกัน ก็จะปลดล็อกโหมดวอล์กกีทอล์กกีได้

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบแตะจ่าย (Tap-to-pay wallet) ที่พ่อแม่สามารถเติมเงินค่าขนมไว้ให้ลูกเผื่อแวะซื้อขนมกินเองได้ด้วย

แซมบอกว่าชื่อ ‘Freckle’ ที่แปลว่า ‘รอยกระ’ สื่อถึงการออกไปอยู่กลางแจ้งรับแสงแดด และเมื่อกลับบ้านมาก็จะพบร่องรอยที่แสงแดดทิ้งไว้บนผิวหนัง พร้อมเล่าเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของการอุดอู้อยู่ในบ้านและตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ถ้าเราออกแบบมันมาอย่างใส่ใจ เทคโนโลยีก็สามารถเป็นตัวช่วยชั้นดีที่สนับสนุนให้ออกไปเรียนรู้โลกกว้างและเข้าสังคมได้

หน้าตาของเทคโนโลยีที่ไม่ทำให้เสพติดเป็นอย่างไร?

ในการออกแบบอุปกรณ์ชิ้นนี้ แซมต้องรับมือกับโจทย์ยากที่ว่า จะทำอย่างไรให้เป็นอุปกรณ์ที่เด็กๆ ชื่นชอบ แต่ไม่ดึงดูดและทำให้เสพติดจนวางไม่ลง

นี่คือปัญหาที่บริษัทเทคโนโลยีสำหรับเด็กหลายแห่งกำลังพยายามหาทางแก้ไข เช่น Tonies ที่เพิ่งร่วมมือกับ Hasbro เปลี่ยนบอร์ดเกมอย่าง Monopoly และ Guess Who? ให้เป็นเกมเสียงที่เล่นผ่านเครื่อง Toniebox แบบไร้หน้าจอ หรือ Buddy ของแบรนด์ Skylight ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยจัดการกิจวัตรประจำวันของเด็ก ที่จงใจออกแบบกราฟิกให้เรียบง่าย เพื่อดึงความสนใจของเด็กให้นานพอที่จะทำภารกิจสำเร็จเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น

สำหรับแซมเองลักการสำคัญคืออุปกรณ์ควรช่วยให้เด็กได้เชื่อมโยงกับโลกรอบตัว ซึ่งเขามองว่าอยากให้มันทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่เชื่อมไปยังบุคคลที่สามเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ผู้คน หรือสภาพแวดล้อม “มันจะไม่ใช่แค่ประตูทะลุมิติไปสู่โลกดิจิทัลเพียงอย่างเดียว” แซมกล่าว

ทำความรู้จัก ‘Freckle’ มือถือเด็กยุคใหม่ ไร้โซเชียลมีเดีย

Freckle เป็นส่วนหนึ่งของกระแสโทรศัพท์สำหรับเด็กที่กำลังเติบโต สมาร์ทโฟนที่ถูกตัดทอนฟีเจอร์ลงอย่าง Gabb, Pinwheel และ Troomi เลือกที่จะตัดโซเชียลมีเดีย เว็บเบราว์เซอร์ และแอปสโตร์ออกไป

ส่วน Bark Phone คือมือถือ Samsung Galaxy ที่คอยสแกนข้อความของเด็กเพื่อหาความเสี่ยง และจะปลดล็อกฟีเจอร์เพิ่มเติมเมื่อเด็กโตขึ้น สำหรับเด็กเล็กที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้าน ก็มีโทรศัพท์สไตล์โทรศัพท์บ้านอย่าง Tin Can และ Pinwheel Home ที่เชื่อมต่อได้เฉพาะรายชื่อที่พ่อแม่อนุมัติ

อย่างไรก็ตามแซมมองว่ายังไม่ชัดเจนว่าอุปกรณ์รูปแบบไหนจะได้รับความนิยมสูงสุด เพราะสุดท้ายพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะลงเอยด้วยการเลือกซื้อ iPhone ให้ลูก เพราะใครๆ ก็ใช้กัน

อาจจะเรียกได้ว่าแซมต้องการเจาะกลุ่มครอบครัวก่อนที่เด็กๆ จะมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรก เขายอมรับว่าสุดท้ายแล้วเด็กส่วนใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ iPhone อยู่ดี แต่เขาหวังว่า Freckle จะช่วยเตรียมความพร้อม เพื่อให้เด็กวัย 13 ปีสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างมีความรับผิดชอบ

เขาเปรียบเทียบแนวทางนี้กับพ่อแม่ชาวยุโรปที่อนุญาตให้ลูกดื่มไวน์แก้วเล็กๆ พร้อมมื้ออาหาร “นี่ก็เหมือนกับการให้จิบไวน์นิดหน่อยตอนกินข้าวนั่นแหละครับ” เขากล่าว

ที่มา : Fast Company

related