
SHORT CUT
ยุคที่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘สมาร์ทโฟน’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กรุ่นใหม่ ‘Freckle’ โทรศัพท์มือถือแบบไร้อินเทอร์เน็ต แต่มาพร้อมกับภารกิจสำรวจธรรมชาตินอกบ้าน
‘Freckle’ คือโทรศัพท์มือถือที่เปลี่ยน ‘อินเทอร์เน็ต’ และ ‘แอปพลิเคชัน’ ให้กลายเป็น ‘ภารกิจสำรวจธรรมชาตินอกบ้าน’ มาพร้อมปุ่มกดที่สัมผัสได้จริง และโหมดวอล์กกีทอล์กกี
แซม เทอร์ริส (Sam Terris) ใช้ชีวิตวัยเด็กไปกับการวิ่งเล่นในป่ารอบๆ ทะเลสาบวอลเดน (Walden Pond) ในเมืองคองคอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ เขาและเพื่อนๆ มักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ข้างนอกโดยไม่ต้องมีพ่อแม่คอยจับตาดู
“พวกเราเป็นเด็กที่ขี้เบื่อมาก เลยต้องคอยคิดค้นเกมและกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมาเล่นกันเอง ผมคิดว่านั่นเป็นส่วนสำคัญมากในการพัฒนาการของคนรุ่นผม” แซมกล่าว
โดยแซมคือผู้ประกอบการที่เคยร่วมก่อตั้งแบรนด์นักเก็ตแพลนต์เบสอย่าง Nuggs และเพิ่งมีลูกเมื่อไม่นานมานี้ เขาจึงใช้เวลาช่วงหลายปีที่ผ่านมาคิดหาวิธีที่จะทำให้ลูกชายได้มีชีวิตวัยเด็กแบบเดียวกัน แต่มันไม่ง่ายเลยในยุคที่เด็กๆ แทบไม่มีเวลาอยู่ตามลำพัง แถมยังเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างอิสระ
ผลการสำรวจของ Harris Poll ในปี 2568 จากเด็กอายุ 8-12 ปี จำนวน 500 คน พบว่า 62% ไม่เคยเดินหรือปั่นจักรยานไปไหนมาไหนโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล ในขณะเดียวกัน เด็กๆ กลับใช้เวลากับหน้าจอมากกว่าที่เคย
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้พ่อแม่เริ่มกังวลถึงผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อลูกมากขึ้น บวกกันเมื่อเดือนที่แล้ว Meta เพิ่งตกลงเตรียมจ่ายเงินยอมความสูงสุดถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ จากคดีที่ 51 รัฐฟ้องร้องว่าบริษัทจงใจออกแบบแอปพลิเคชันให้เด็กเสพติด ก็ยิ่งสร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองมากขึ้น
แซมไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับเด็กเสมอไป ปัญหาอยู่ที่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘สมาร์ทโฟน’ ถูกจงใจออกแบบมาให้คนเสพติดมากกว่า เขาจึงตั้งคำถามว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถออกแบบเทคโนโลยีที่ช่วยให้เด็กๆ พัฒนาความเป็นอิสระ สร้างความสัมพันธ์ และยังคงปลอดภัยได้ ?
ต่อมาเขาได้เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้ นั่นก็คือ Freckle โทรศัพท์ราคา 199 ดอลลาร์ สำหรับเด็กอายุ 7-13 ปี พร้อมแพ็กเกจเครือข่ายเดือนละ 25 ดอลลาร์
แต่ตัวเครื่องไม่มีเว็บเบราว์เซอร์ แอปสโตร์ โซเชียลมีเดีย หรือ YouTube เด็กๆ จะสามารถโทรและส่งข้อความหาได้เฉพาะรายชื่อที่พ่อแม่กดอนุมัติเท่านั้น
นอกจากนี้โทรศัพท์ยังมาพร้อมระบบติดตามตัวที่ช่วยให้พ่อแม่ดูตำแหน่งของลูกบนแผนที่ได้ หรือจะตั้งค่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zones) เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อลูกออกนอกพื้นที่ “คุณจะเลือกติดตามทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขาก็ได้ หรือจะแค่เชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ให้คอยแจ้งเตือนเมื่อจำเป็นก็พอ” แซมระบุ
โดย Freckle ได้รับเงินลงทุนจากกองทุน Seven Seven Six ของ อเล็กซิส โอฮาเนียน (Alexis Ohanian) โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว และจะเริ่มจัดส่งในเดือนธันวาคมนี้
แม้ Freckle จะออกแบบมาเพื่อคลายความกังวลของพ่อแม่ แต่มันก็ถูกสร้างมาให้เด็กๆ สนุกกับการใช้งานด้วย แถมมาพร้อมตัวเครื่องที่มีสีสันสดใส วัสดุนุ่มนวล ปุ่มกดสัมผัสได้จริง และมีหน้าจอทัชสกรีนทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก
ที่น่าสนใจก็คือ Freckle มี ‘กล้องสำรวจ’ (Discovery Camera) ที่สามารถระบุชนิดของแมลง นก และต้นไม้ แล้วบันทึกลงในสมุดสะสมสติ๊กเกอร์ดิจิทัล “มันให้อารมณ์คล้ายๆ โปเกมอนโก (Pokémon Go) แต่เป็นในชีวิตจริงครับ” แซมอธิบาย
นอกจากนี้พ่อแม่สามารถส่ง ‘ภารกิจ’ (Quests) ให้ลูกได้ เช่น หาแมลง 5 ชนิดในสวนสาธารณะ หรือถ่ายรูปภาพวาดอิมเพรสชันนิสม์ 3 ภาพในพิพิธภัณฑ์ และเมื่อเด็ก 2 คนนำโทรศัพท์ Freckle มาแตะกัน ก็จะปลดล็อกโหมดวอล์กกีทอล์กกีได้
นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบแตะจ่าย (Tap-to-pay wallet) ที่พ่อแม่สามารถเติมเงินค่าขนมไว้ให้ลูกเผื่อแวะซื้อขนมกินเองได้ด้วย
แซมบอกว่าชื่อ ‘Freckle’ ที่แปลว่า ‘รอยกระ’ สื่อถึงการออกไปอยู่กลางแจ้งรับแสงแดด และเมื่อกลับบ้านมาก็จะพบร่องรอยที่แสงแดดทิ้งไว้บนผิวหนัง พร้อมเล่าเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของการอุดอู้อยู่ในบ้านและตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ถ้าเราออกแบบมันมาอย่างใส่ใจ เทคโนโลยีก็สามารถเป็นตัวช่วยชั้นดีที่สนับสนุนให้ออกไปเรียนรู้โลกกว้างและเข้าสังคมได้
ในการออกแบบอุปกรณ์ชิ้นนี้ แซมต้องรับมือกับโจทย์ยากที่ว่า จะทำอย่างไรให้เป็นอุปกรณ์ที่เด็กๆ ชื่นชอบ แต่ไม่ดึงดูดและทำให้เสพติดจนวางไม่ลง
นี่คือปัญหาที่บริษัทเทคโนโลยีสำหรับเด็กหลายแห่งกำลังพยายามหาทางแก้ไข เช่น Tonies ที่เพิ่งร่วมมือกับ Hasbro เปลี่ยนบอร์ดเกมอย่าง Monopoly และ Guess Who? ให้เป็นเกมเสียงที่เล่นผ่านเครื่อง Toniebox แบบไร้หน้าจอ หรือ Buddy ของแบรนด์ Skylight ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยจัดการกิจวัตรประจำวันของเด็ก ที่จงใจออกแบบกราฟิกให้เรียบง่าย เพื่อดึงความสนใจของเด็กให้นานพอที่จะทำภารกิจสำเร็จเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น
สำหรับแซมเองลักการสำคัญคืออุปกรณ์ควรช่วยให้เด็กได้เชื่อมโยงกับโลกรอบตัว ซึ่งเขามองว่าอยากให้มันทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่เชื่อมไปยังบุคคลที่สามเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ผู้คน หรือสภาพแวดล้อม “มันจะไม่ใช่แค่ประตูทะลุมิติไปสู่โลกดิจิทัลเพียงอย่างเดียว” แซมกล่าว
Freckle เป็นส่วนหนึ่งของกระแสโทรศัพท์สำหรับเด็กที่กำลังเติบโต สมาร์ทโฟนที่ถูกตัดทอนฟีเจอร์ลงอย่าง Gabb, Pinwheel และ Troomi เลือกที่จะตัดโซเชียลมีเดีย เว็บเบราว์เซอร์ และแอปสโตร์ออกไป
ส่วน Bark Phone คือมือถือ Samsung Galaxy ที่คอยสแกนข้อความของเด็กเพื่อหาความเสี่ยง และจะปลดล็อกฟีเจอร์เพิ่มเติมเมื่อเด็กโตขึ้น สำหรับเด็กเล็กที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้าน ก็มีโทรศัพท์สไตล์โทรศัพท์บ้านอย่าง Tin Can และ Pinwheel Home ที่เชื่อมต่อได้เฉพาะรายชื่อที่พ่อแม่อนุมัติ
อย่างไรก็ตามแซมมองว่ายังไม่ชัดเจนว่าอุปกรณ์รูปแบบไหนจะได้รับความนิยมสูงสุด เพราะสุดท้ายพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะลงเอยด้วยการเลือกซื้อ iPhone ให้ลูก เพราะใครๆ ก็ใช้กัน
อาจจะเรียกได้ว่าแซมต้องการเจาะกลุ่มครอบครัวก่อนที่เด็กๆ จะมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรก เขายอมรับว่าสุดท้ายแล้วเด็กส่วนใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ iPhone อยู่ดี แต่เขาหวังว่า Freckle จะช่วยเตรียมความพร้อม เพื่อให้เด็กวัย 13 ปีสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างมีความรับผิดชอบ
เขาเปรียบเทียบแนวทางนี้กับพ่อแม่ชาวยุโรปที่อนุญาตให้ลูกดื่มไวน์แก้วเล็กๆ พร้อมมื้ออาหาร “นี่ก็เหมือนกับการให้จิบไวน์นิดหน่อยตอนกินข้าวนั่นแหละครับ” เขากล่าว
ที่มา : Fast Company