Nothing คว้าตัว V BTS, Kelela และ Navy Blue ย้ำอนาคตของหูฟังแฟชั่น

Nothing คว้าตัว V BTS, Kelela และ Navy Blue ย้ำอนาคตของหูฟังแฟชั่น

เทคโนโลยี ดนตรี และแฟชั่น กำลังหลอมรวมกลายเป็นสิ่งเดียวกันมากขึ้น แบรนด์หูฟังอย่าง ‘Nothing’ เปิดตัวสินค้าใหม่พร้อมโดยที่มี ‘V BTS’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก

SHORT CUT

  • หูฟัง เปลี่ยนผ่านจากอุปกรณ์เทคโนโลยีสู่ไอเทมแฟชั่นและอัตลักษณ์ตัวตน เมื่อสเปกในตลาดเริ่มใกล้เคียงกัน หูฟังจึงถูกยกระดับให้เป็น 'ภาษาภาพ' (Visual language) และเครื่องประดับบนร่างกายที่ไม่ต่างจากสนีกเกอร์หรือกระเป๋า เพื่อใช้สะท้อนสไตล์ส่วนบุคคลและคุณค่าทางวัฒนธรรมของผู้สวมใส่
  • Nothing เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับศิลปะผ่านมุมมองของศิลปินอย่าง Kelela, Navy Blue และการตั้ง 'V' จากวง BTS เป็น Global Brand Ambassador เพื่อนำอิทธิพลทางวัฒนธรรมระดับโลกและอัตลักษณ์ทางความคิดสร้างสรรค์มาหลอมรวมเข้ากับผลิตภัณฑ์ มากกว่าการเป็นเพียงพรีเซนเตอร์ทั่วไป
  • รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นช่วยดึงดูดและเปิดรับประสบการณ์ใหม่ แต่ต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับเนื้อหาและคุณภาพเสียงที่หนักแน่น เพื่อไม่ให้ดีไซน์กลายเป็นเพียงเปลือกนอก และทำให้อนาคตของหูฟังเป็นการผสานระหว่างการมองเห็นและการฟังอย่างแท้จริง

เทคโนโลยี ดนตรี และแฟชั่น กำลังหลอมรวมกลายเป็นสิ่งเดียวกันมากขึ้น แบรนด์หูฟังอย่าง ‘Nothing’ เปิดตัวสินค้าใหม่พร้อมโดยที่มี ‘V BTS’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก

เมื่อ ‘เทคโนโลยี’ กลายเป็นส่วนต่อขยายของสไตล์ส่วนตัว Nothing, Navy Blue และ Kelela ได้มาสำรวจจุดตัดระหว่างการออกแบบ การแสดงออกถึงตัวตน และอนาคตของดนตรี

เทคโนโลยีและ ‘แฟชั่น’ มีความเกี่ยวพันกันมาโดยตลอด แต่เมื่ออุปกรณ์ที่เราใช้งานเริ่มกลายมาเป็นสิ่งที่เราสวมใส่มากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี้จึงเริ่มแยกออกจากกันได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

CREDIT : thv

‘หูฟัง’ คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน จากที่เคยเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน ตอนนี้พวกมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่ผู้คนนำเสนอตัวเองในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะสวมไว้บนหู คล้องไว้รอบคอ หรือห้อยไว้กับกระเป๋าหรือหมวก

หูฟังสามารถช่วยเติมเต็มเครื่องแต่งกาย บ่งบอกรสนิยมส่วนตัว และแสดงถึงความชื่นชอบในแบรนด์หรือกลุ่มสังคมใดสังคมหนึ่งได้ ไม่ต่างกับกับรองเท้าผ้าใบ เครื่องประดับ ถุงเท้า หรือกระเป๋าใบโปรด หูฟังกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาภาพ (Visual language) ที่ผู้คนใช้แสดงออกถึงตัวตนและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งนั่นก็สมเหตุสมผล เพราะเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่เราต้องสวมใส่บนร่างกาย ดีไซน์ของมันก็ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปลักษณ์ภายนอกของแต่ละคน เพราะว่าเขาไม่ได้แค่เลือกอุปกรณ์จากสิ่งที่มันทำได้เท่านั้น 

แต่เหมือนกำลังเลือกสิ่งที่จะอยู่บนร่างกายในที่สาธารณะ ร่วมกับสิ่งอื่นๆ ที่ใช้เพื่อสื่อสารว่าคุณเป็นใครและมีสไตล์แบบไหน และตอนนี้คุณก็คงกำลังคิดว่า “หูฟังตัวนี้จะเข้ากับลุคส่วนใหญ่ของฉันไหม? หูฟังตัวนี้จะทำให้การแต่งตัวของฉันดูลงตัวขึ้นหรือแย่ลงกันนะ ?”

เรามาถึงจุดที่หูฟังมากมายในตลาดมีระบบตัดเสียงรบกวน (Noise-canceling) ที่ยอดเยี่ยม มีโหมดเปิดรับเสียงภายนอก (Transparency mode) รวมถึงคุณภาพเสียงและไมโครโฟนสุดเจ๋ง บางรุ่นอาจจะดีกว่ารุ่นอื่นในบางแง่มุม แต่ความแตกต่างเหล่านั้นกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ว่าแบรนด์ต่างๆ จะชอบหรือไม่ก็ตาม

สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามที่ใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยี เมื่อผลิตภัณฑ์มีความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความสำคัญในเชิงวัฒนธรรมจะเข้ามามีบทบาทเทียบเท่ากับความสามารถทางเทคนิคหรือไม่?

 

ในงาน New Noise ของแบรนด์ ‘Nothing’ ที่นิวยอร์ก คำถามนี้ได้ขยายวงกว้างไปมากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดง เพราะงานนี้ได้รวบรวมเอาเทคโนโลยี แฟชั่น และดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีวงสนทนาร่วมกับ ‘Kelela’ และ ‘Navy Blue’ ศิลปินสองคนที่มีแนวทางด้านดนตรีและแฟชั่นที่สะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางที่วัฒนธรรมกำลังก้าวไปข้างหน้า

CREDIT : thv

ความเชื่อมโยงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่นักดนตรีสวมหูฟัง หรือบริษัทเทคโนโลยียืมองค์ประกอบมาจากแฟชั่น แต่มันคือการที่เทคโนโลยี แฟชั่น และดนตรี กำลังหลอมรวมกันเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกถึงตัวตน ผลิตภัณฑ์ที่คนต้องพกพา เสื้อผ้าที่สวมใส่ และเพลงที่ฟัง ล้วนมีส่วนช่วยในการสร้างอัตลักษณ์ของแต่ละคน และวิธีที่คนอื่นมองอัตลักษณ์ของเราด้วย และเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น รูปลักษณ์ ความรู้สึก และความเข้ากันได้ของมันกับโลกส่วนตัวของเรา ก็กลายเป็นสิ่งที่แยกออกจากฟังก์ชันการใช้งานได้ยากขึ้น

สำหรับ ชาร์ลี สมิธ (Charlie Smith) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ของ Nothing ความสัมพันธ์นี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้วในวิธีที่ผู้คนสวมใส่หูฟัง โดยเขากล่าวว่า “หูฟังก็เหมือนกับการสวมผ้าพันคอหรือสร้อยคอ ผมคิดว่ามันบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้ ในทำนองเดียวกับแบรนด์เสื้อผ้าที่คุณเลือกใส่”

ชาร์ลี ซึ่งเคยทำงานกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง ‘Loewe’ มองเห็นโอกาสที่เทคโนโลยีจะสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ในแบบเดียวกับที่แบรนด์แฟชั่นสั่งสมมานานหลายทศวรรษ เขาให้เหตุผลว่า ปัจจุบันอุปกรณ์หลายอย่างมีหน้าตาที่แทบจะแทนที่กันได้ ซึ่งนี่เป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ สร้างความโดดเด่นให้กับตัวเองผ่านการออกแบบที่แสดงถึงตัวตนได้มากขึ้น

CREDIT : thv

ทางด้าน ฟิลิปป์ ฟอน ลินเทล (Philipp Von Lintel) ผู้ดูแลด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Nothing ได้เปรียบเทียบเรื่องนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “หูฟัง Headphone 1 ก็แทบจะเหมือนกับรองเท้าสนีกเกอร์สำหรับศีรษะของคุณนั่นแหละ”

มันเป็นข้อเปรียบเทียบง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง ‘รองเท้าสนีกเกอร์’ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความสบายและประสิทธิภาพการใช้งานเพียงอย่างเดียว รูปทรง วัสดุ และความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม สามารถทำให้พวกมันกลายเป็นสิ่งของที่ผู้คนปรารถนา เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงตัวตน และเชื่อมโยงผู้คนเข้าเป็นชุมชนเดียวกัน

และแน่นอนว่าหูฟังก็สามารถก้าวเข้ามาอยู่ในจุดที่คล้ายกันได้ เพราะมันเป็นของใช้ที่มีประโยชน์ซึ่งผู้คนนำมาสวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของลุคในชีวิตประจำวันเช่นกัน

แต่อิทธิพลของแฟชั่นที่มีต่อเทคโนโลยีไม่ใช่แค่การทำให้อุปกรณ์ดูดีขึ้นเท่านั้น มันยังเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในการใช้งาน วัสดุที่ใช้ ความประณีตในงานฝีมือ และความใส่ใจที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบด้วย

‘Navy Blue’ ผู้ซึ่งอธิบายตัวเองว่าเป็นคนใส่ใจในรายละเอียด กล่าวว่าความใส่ใจเหล่านี้แหละที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความหมายสำหรับเขา “ผมคิดว่ามีคนที่มีความคิดคล้ายๆ กันอยู่มากมายที่ค้นพบความสุขในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น การที่เสื้อยืดของพวกเขาอาจจะมีการเย็บตะเข็บเดี่ยว และอื่นๆ เป็นต้น” เขากล่าว

เขาเชื่อว่าผู้บริโภคจะยิ่งต้องการเข้าใจมากขึ้นว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร รวมถึงวัสดุมาจากไหน ในแง่นี้ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับแฟชั่นอาจจะเกี่ยวข้องมากกว่าแค่เรื่องของความสวยงาม แต่มันอาจหมายถึงการนำคุณค่าที่เชื่อมโยงกับงานฝีมือและการออกแบบอย่างตั้งใจ เข้ามาอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนใช้งานกันทุกวัน และนี่คือจุดที่บทสนทนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีเริ่มมาบรรจบกับอนาคตของดนตรี

ความเชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น เทคโนโลยี และดนตรี ยังสะท้อนให้เห็นผ่านตัวบุคคลที่แบรนด์เลือกมาเป็นตัวแทน ในงาน New Noise ของ Nothing บริษัทได้ประกาศเปิดตัว วี sinv ‘V’ จากวง ‘BTS’ ในฐานะ ‘แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก’ คนใหม่พร้อมกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Headphone (1) Pro

CREDIT : thv

ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีกำลังมองหาดนตรีและวัฒนธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมอบอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ที่เหนือไปกว่าความสามารถทางเทคนิค วี ไม่ได้มาเป็นเพียงตัวแทนของหูฟังเท่านั้น แต่เขายังนำเอาอัตลักษณ์เชิงสร้างสรรค์และอิทธิพลทางวัฒนธรรมระดับโลกของเขา เข้ามาหลอมรวมกับวิธีที่ผลิตภัณฑ์จะถูกนำเสนอต่อสาธารณชน

เพราะปกติแล้วศิลปินมักใช้อัตลักษณ์ทางภาพเพื่อเติมเต็มผลงานเพลงของพวกเขามาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เสื้อผ้า ภาพถ่าย การแสดง และภาพหน้าปกอัลบั้ม ให้กลายเป็นส่วนขยายในโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา แต่ทว่า ‘Kelela’ ได้ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะทำงานได้ผลก็ต่อเมื่อการแสดงออกทางภาพนั้นมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง

“บางครั้งมันก็ยอดเยี่ยมมาก เพราะการสร้างโลกที่คุณสร้างขึ้นรอบๆ เสียงแบบใดแบบหนึ่ง มันช่วยนำทางให้คุณเข้าใจว่าบางคนหมายถึงอะไร มันช่วยให้คุณเปิดรับผลลัพธ์ทางเสียงได้มากยิ่งขึ้น” Kelela กล่าว

เธอยังเตือนด้วยว่าอัตลักษณ์ทางภาพที่โดดเด่นอาจกลายเป็นเพียงเปลือกกลวงๆ ได้ หากไม่มีความหนักแน่นทางดนตรีอยู่เบื้องหลัง

ความตึงเครียดนี้มีความสำคัญต่อทั้งสองวงการ แฟชั่นสามารถมอบอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งขึ้นให้กับเทคโนโลยีได้ เช่นเดียวกับการนำเสนอทางภาพที่สามารถทำให้ประสบการณ์ทางดนตรีลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจพึ่งพาแค่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว ดีไซน์ต้องมีความหมาย และดนตรีก็ต้องนำเสนอสิ่งที่คุ้มค่าแก่การรับฟัง

สำหรับศิลปินอย่าง Kelela และ Navy Blue ความเชื่อมโยงระหว่างรูปลักษณ์ อัตลักษณ์ และแก่นสารของความคิดสร้างสรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในวงกว้างเกี่ยวกับทิศทางของวัฒนธรรม มุมมองของพวกเขาในงาน New Noise เป็นเครื่องเตือนใจว่า อนาคตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุปกรณ์ชิ้นต่อไปหรือเสียงดนตรีใหม่ๆ เท่านั้น แต่มันยังเป็นเรื่องของผู้คนที่กำลังสร้างสรรค์วิธีใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ฟังได้สัมผัสและมีประสบการณ์กับทั้งสองสิ่งนี้ไปพร้อมๆ กัน

ที่มา : billboard

related