
SHORT CUT
REUTERS สำนักข่าวชั้นนำระดับโลก กำลังก้าวไปอีกขั้นในการใช้ AI กับกระบวนการทำงาน โดยล่าสุดได้เริ่มทดลองใช้ Agentic AI มาช่วยในการผลิตวิดีโอข่าวแล้ว
ในยุคที่ AI กำลังถูกจับตามองทั่วโลก สำนักข่าวชั้นนำอย่าง Reuters ได้ก้าวข้ามขั้นการทดลองไปสู่การใช้งานจริงในห้องข่าวอย่างเต็มรูปแบบ
โดยรายงานล่าสุดระบุว่า "ปัจจุบันนักข่าวกว่า 60% ในองค์กรได้เริ่มใช้ AI ช่วยในการทำงานแล้ว" และตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนนี้ให้ถึง 80% ภายในสิ้นปีนี้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียง 'เครื่องมือ' แต่กำลังกลายเป็น 'เพื่อนร่วมงาน' ที่ช่วยแบ่งเบาภาระงานที่ซ้ำซาก เพื่อให้นักข่าวสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่ต้องใช้การตัดสินใจและความคิดสร้างสรรค์
Reuters กำลังยกระดับการใช้งาน AI ไปไกลกว่าการถอดเทปหรือสรุปแถลงการณ์ โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการทดลองใช้ "Agentic AI" (AI ที่สามารถคิดและทำงานอัตโนมัติ) เพื่อปฏิวัติกระบวนการผลิตวิดีโอข่าว
Agentic AI นี้ ได้รับการฝึกให้ทำหน้าที่เสมือน "ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์" โดยสามารถตัดต่อวิดีโอฉบับร่าง (Rough Cut) เลือกช็อตที่ดีที่สุด, ต่อเนื่องเรื่องราว, และคัดกรองความผิดพลาดเล็กน้อย เช่น แสงที่ไม่ต่อเนื่อง หรือการที่บุคคลในวิดีโอถอดแว่นเข้า-ออก
นอกจากนี้ Reuters ยังได้พัฒนาเครื่องมือ AI สำหรับใช้งานภายในองค์กรโดยเฉพาะ เช่น
Federal Bot : ระบบสแกนข้อมูลและแถลงการณ์จากรัฐบาลสหรัฐฯ วันละ 3 ครั้ง และแจ้งเตือนนักข่าวที่เกี่ยวข้องทันทีเมื่อมีประเด็นใหม่
Fact Genie : เครื่องมือช่วยย่อยข้อมูลและสรุปแถลงข่าวหลายพันฉบับต่อสัปดาห์
ผู้ช่วยรอบด้าน : แม้กระทั่งการใช้งานทั่วไป บรรณาธิการ AI ของ Reuters ยังแนะนำให้ช่างภาพใช้ AI เพื่อ "ช่วยหาที่จอดรถในเมืองที่ไม่คุ้นเคย" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภาคสนาม
ท่ามกลางการผสาน AI เข้ากับการทำงาน Reuters กลับขีดเส้นใต้สีแดงไว้อย่างชัดเจนในเรื่อง "การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking)"
ร็อบ แลง บรรณาธิการ AI ของ Reuters ย้ำว่า AI ยังมีข้อจำกัดร้ายแรง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มันอาจ "แต่งเรื่อง" (Hallucinate) และไม่สามารถแยกแยะ "ข้อมูลขยะ" ที่เรียนรู้มาจากอินเทอร์เน็ต ออกจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้
Reuters ตระหนักดีว่า "ความน่าเชื่อถือ" คือสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ขององค์กรข่าว ดังนั้น แทนที่จะ "เชื่อ" AI, Reuters กำลังสร้างระบบ RAG หรือ "คลังข้อมูลที่เชื่อถือได้ของตัวเอง" ซึ่งประกอบด้วยคลังข่าวสารเก่าๆ และ Style Guide ของ Reuters เอง เพื่อให้ AI ใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานข้อมูล แทนที่จะค้นหาคำตอบจากเว็บทั่วไป
ที่มา : digiday