
SHORT CUT
คนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z หันมาใช้ AI ทำนายดวงชะตาและวางแผนชีวิตรับปีใหม่แทนหมอดูและแอปพลิเคชันเสียเงิน เนื่องจากสะดวก เข้าถึงง่ายและความเป็นส่วนตัวที่ทำให้ 'AI ดูดวง' ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปีใหม่มาถึง ผู้คนจำนวนหันมาเช็กดวงรับปีใหม่ผ่าน 'AI ดูดวง' กันมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่การไปหาหมอดูด้วยตัวเองหรือการพึ่งแอปพลิเคชันด้านโหราศาสตร์แบบเสียเงินเป็นเรื่องปกติ แต่ปัจจุบันการดูดวงผ่าน AI ที่ทำได้ง่ายและฟรีกำลังทำให้ฐานผู้ใช้งานขยายตัวอย่างรวดเร็ว
กระบวนการแปลคำนำนายดวงชะตา “ซาจู” ซึ่งเป็นศาสตร์การดูดวงแบบเกาหลี ผ่าน ChatGPT นั้นไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้ใช้เพียงแค่กรอกชื่อ วันเดือนปีเกิด เพศ และข้อมูลพื้นฐานอื่น ๆ ก็จะได้รับการวิเคราะห์อย่างครอบคลุม ทั้งด้านบุคลิกภาพ โอกาสทางอาชีพ โชคลาภทางการเงิน ความรัก และด้านอื่น ๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมเพื่อรับคำทำนายที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น หากถามว่า ปีนี้ควรระวังเรื่องใดมากที่สุด คำตอบอาจเป็นว่า อารมณ์ที่สะสมและความเหนื่อยล้าอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟหรือการตัดสินใจละทิ้งสิ่งต่าง ๆ อย่างกะทันหัน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรลงมือทำทีละเล็กทีละน้อยแทนการฝืนทนหรือการผัดวันประกันพรุ่ง
เหตุผลที่กลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z ซึ่งเชี่ยวชาญในการใช้ Generative AI ต่างตื่นเต้นและให้ความสนใจกับ SajuGPT AI เป็นอย่างมากมาจากความสะดวกในการใช้งานและความรวดเร็วทันใจ สามารถใช้งานได้ฟรี ทุกที่ทุกเวลา และสามารถตั้งคำถามเฉพาะบุคคลได้ ซึ่งแตกต่างจากการไปหาหมอดูด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประกันเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ทำให้ผู้ใช้กล้าถามปัญหาที่อาจไม่สะดวกใจจะเล่าให้ผู้อื่นฟัง
เทรนด์นี้ยังเชื่อมโยงกับความเป็นจริงอันยากลำบากที่กลุ่มคนหนุ่มสาวกำลังเผชิญ ท่ามกลางวิกฤตตลาดแรงงานที่รุนแรง หลายคนใช้ SajuGPT AI เป็นช่องทางในการขอคำแนะนำเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอน โดยข้อมูลจากรายงาน ลักษณะแนวโน้มการจ้างงานปี 2025 และแนวโน้มการจ้างงานปี 2026 ของสำนักงานข้อมูลการจ้างงานเกาหลี คาดการณ์ว่า จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มเยาวชนอายุ 15 – 29 ปี คาดว่าจะลดลง 213,000 คนในปีนี้ ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์การจ้างงานเลวร้ายลงไปอีก
เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานออฟฟิศ นามสกุลคิม วัย 30 ปี ได้ตรวจดวงรับปีใหม่ผ่าน ChatGPT โดยบอกว่าอยากเปลี่ยนงานในปีนี้ เลยถามถึงแนวโน้มการย้ายงาน พร้อมเสริมว่า AI บอกว่าเป็นปีที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงสูง และช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเปลี่ยนงานคือระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม ซึ่งจากคำแนะนำนี้ ทำให้เริ่มวางแผนเตรียมตัวหางานใหม่ตั้งแต่ต้นปี
นอกจากนี้ยังเสริมว่า แม้ไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องดวงอย่างเต็มที่ แต่การดูดวงช่วยให้สามารถจัดระเบียบความคิดและทบทวนสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเอง ซึ่งรู้สึกว่ามีความหมาย และพอใจที่สามารถถามคำถามเพิ่มเติมในสิ่งที่สงสัยได้ตลอดด้วย
เนื่องจากความสนใจใน SajuGPT AI เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการค้นหาที่เกี่ยวข้องจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ข้อมูลจาก Black Kiwi แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล ระบุว่า ณ วันที่ 6 ของเดือนมกราคม จำนวนคำค้นหา “GPT saju” บน Naver สูงถึง 4,390 ครั้ง เพิ่มขึ้น 129.48% จากเดือนก่อนหน้า และ Black Kiwi ยังคาดการณ์ว่า ภายในสิ้นเดือนนี้ ปริมาณการค้นหาจะเพิ่มเป็นประมาณ 18,800 ครั้ง เพิ่มขึ้น 46.80% จากเดือนก่อนหน้า
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า บริการดูดวงด้วย AI ได้รับความนิยมอย่างมากใน ChatGPT เช่นกัน โดยในหมวด Lifestyle ของ GPT Store นั้น บริการ “Fortune Master Tarot” ครองอันดับ 1
ขณะที่บริการดูดวงอื่น ๆ อย่าง “Fortune Master GPT” และ “Saju Palja Myungrihak” ก็ติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของ GPT Store ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมแชตบอต GPT แบบปรับแต่งเฉพาะทาง เพื่อช่วยงานด้านต่าง ๆ เช่น การเขียน การวาดภาพ และการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา
ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่ผู้คนจะใช้ AI ดูดวง เพื่อตรวจสอบดวงชะตารับปีใหม่เท่านั้น แต่หลายคนยังใช้ในการช่วยวางแผนเป้าหมายชีวิตประจำปีด้วย หลังจากทบทวนภาพรวมของปีผ่านการดูดวงแล้ว ผู้คนก็ใช้ AI เพื่อกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น หากตั้งเป้าหมายด้าน 'สุขภาพ' และป้อนข้อมูลเกี่ยวกับสภาพร่างกายหรือรูปแบบการใช้ชีวิตลงไป AI ก็สามารถเสนอแผนการสำหรับการออกกำลังกาย โภชนาการ และกิจวัตรประจำวันที่ปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้แบบเป็นขั้นตอน ซึ่งความสามารถในการเปลี่ยนเป้าหมายที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติจริงได้นั้นกำลังได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม เมื่อขอบเขตการใช้งานขยายตัวออกไป ก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับการยอมรับคำแนะนำของ AI โดยไม่ตั้งคำถาม
มูลนิธิสื่อมวลชนเกาหลี (Korea Press Foundation) ระบุในรายงานเรื่องประสบการณ์และการรับรู้ต่อความวิตกกังวลของ AI จากการแพร่หลายของ Generative AI ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนปีก่อนว่า AI ได้แทรกซึมเข้าสู่ทุกแง่มุมของสังคมโลกอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT สู่สาธารณะในช่วงปลายปี 2022
นอกจากนี้ยังเตือนด้วยว่า ความคลาดเคลื่อนด้านข้อเท็จจริงในคำตอบที่สร้างโดย AI กำลังสั่นคลอนโครงสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลและการนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ในทางที่ผิด อันเป็นภัยคุกคามต่อการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
รายงานดังกล่าวเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า เพื่อเพิ่มประโยชน์ของ AI ให้สูงสุด ควบคู่ไปกับการลดความวิตกกังวลในสังคม จึงจำเป็นจะต้องมใช้ความพยายามในหลายระดับ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของคำตอบที่สร้างโดย AI รวมถึง การเสริมสร้างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แข็งแกร่งขึ้นและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานด้วย
ที่มา: The Asia Business Daily