svasdssvasds

Gen Z เสี่ยงกว่าที่คิด? ผลวิจัยชี้รหัสผ่านแย่กว่ารุ่นปู่ย่า

Gen Z เสี่ยงกว่าที่คิด? ผลวิจัยชี้รหัสผ่านแย่กว่ารุ่นปู่ย่า

ลบภาพจำ Digital Native เมื่อผลวิจัยเผย Gen Z ใช้รหัสผ่านสุดคาดไม่ถึงอย่าง ‘12345’ และ ‘skibidi’ เสี่ยงโดนแฮกสูงกว่า Baby Boomers ที่ระวังตัวมากกว่า

SHORT CUT

  • แม้ Gen Z จะโตมากับเน็ต แต่กลับมีสุขอนามัยด้านรหัสผ่าน (Password Hygiene) ต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ โดยนิยมใช้คำที่คาดเดาง่ายและตัวเลขเรียงกัน
  • Gen Z กว่า 72% ใช้รหัสผ่านซ้ำซ้อนเนื่องจากเบื่อหน่ายกับการจดจำรหัสผ่านจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ถูกโจรกรรมข้อมูลได้ง่าย
  • แม้รหัสผ่านจะแย่ แต่ Gen Z คือกลุ่มผู้นำในการใช้ Passkeys และระบบยืนยันตัวตนสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่ารหัสผ่านแบบเดิม

ลบภาพจำ Digital Native เมื่อผลวิจัยเผย Gen Z ใช้รหัสผ่านสุดคาดไม่ถึงอย่าง ‘12345’ และ ‘skibidi’ เสี่ยงโดนแฮกสูงกว่า Baby Boomers ที่ระวังตัวมากกว่า

ความเชื่อที่ว่าคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีหรือ 'Digital Natives' จะมีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากกว่าคนรุ่นเก่า กำลังถูกท้าทายด้วยข้อมูลชุดใหม่จากนักวิจัยด้านความปลอดภัย

โดยรายงานล่าสุดจาก NordPass ผู้ให้บริการจัดการรหัสผ่านระบุว่า Gen Z มีพฤติกรรมการตั้งรหัสผ่านที่ 'หละหลวม' กว่าที่หลายคนคาดคิด

จากการสำรวจพบว่ารหัสผ่านยอดนิยมอันดับ 1 ของ Gen Z คือ ‘12345’ ตามมาด้วยการเรียงตัวเลขที่คาดเดาง่าย รวมถึงคำแสลงในอินเทอร์เน็ตอย่าง ‘skibidi’ ที่ติดโผอันดับ 7

ในขณะที่กลุ่ม Baby Boomers แม้จะใช้ตัวเลขเรียงกันอย่าง ‘123456’ เป็นหลัก แต่ก็ยังถือว่ามีความซับซ้อนกว่าเล็กน้อย และมีวินัยในการรักษาความปลอดภัยที่น่าสนใจกว่า

 

รายงานจาก Bitwarden เสริมข้อมูลนี้ว่า Gen Z กำลังเผชิญกับภาวะ Password Fatigue หรือความเหนื่อยหน่ายในการจัดการรหัสผ่าน โดยกว่า 72% ยอมรับว่าใช้รหัสผ่านซ้ำกันในหลายแพลตฟอร์ม

ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ากลุ่ม Baby Boomers ที่มีสัดส่วนเพียง 42% เท่านั้น พฤติกรรมนี้เองที่กลายเป็นช่องโหว่สำคัญให้เหล่าแฮกเกอร์สามารถเจาะข้อมูลแบบ 'โดมิโน' ได้เพียงแค่รู้รหัสผ่านเดียว

อย่างไรก็ตาม เหรียญยังมีอีกด้าน Evan Kostovinos รองประธานฝ่ายความปลอดภัยของ Google มองว่าพฤติกรรมนี้อาจไม่ใช่แค่ความขี้เกียจ แต่คือการ "ก้าวข้าม" เทคโนโลยีเก่า เพราะ Gen Z มีแนวโน้มเปิดรับนวัตกรรมใหม่อย่าง Passkeys, ระบบ Biometrics (สแกนหน้า/ลายนิ้วมือ) และการยืนยันตัวตนแบบ Two-factor Authentication (2FA) มากกว่าคนรุ่นอื่น

ในขณะที่รุ่นใหญ่ยังคงยึดติดกับรหัสผ่านแบบเดิมๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูก Phishing และข้อมูลรั่วไหลได้ง่ายกว่าในระยะยาว สงครามความปลอดภัยไซเบอร์ในครั้งนี้จึงเป็นการปะทะกันระหว่าง 'วินัยแบบเก่า' กับ 'นวัตกรรมใหม่' ที่น่าจับตามองว่าใครจะอยู่รอดจากการแฮกได้ดีกว่ากัน

ที่มา : independent

related