
SHORT CUT
ศึกโดรนชาเฮดทำตะวันออกกลางระอุ ดันความต้องการโดรนสกัดกั้นราคาถูกพุ่ง ผู้ผลิตยุโรป-เอเชียอ่วม ยอดสอบถามล้นจนหวั่นกำลังการผลิตไม่พอรับมือวิกฤต
ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีด้วยโดรนชาเฮดของอิหร่าน ทำให้ความต้องการโดรนสกัดกั้นราคาประหยัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตจากยุโรปและเอเชียเผยได้รับคำสอบถามจากรัฐบาลประเทศอ่าวเปอร์เซียจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลว่ากำลังการผลิตอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงในเวลาอันสั้น
ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านกำลังลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง และสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดโลก ผู้ผลิตโดรนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งผลิตโดรนสกัดกั้นทำลายโดรนของฝ่ายตรงข้าม กลับพบโอกาสจากความขัดแย้งนี้
ผู้ผลิตโดรนสกัดกั้นจากนอกภูมิภาคตะวันออกกลางเปิดเผยกับ Business Insider ว่า ได้รับคำขอสาธิตเทคโนโลยีและการสอบถามจากผู้ซื้อที่แสดงความสนใจในเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากสหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังเร่งหาวิธีรับมือกับโดรนพลีชีพของอิหร่าน
“เยนส์ โฮลซาพเฟล” (Jens Holzapfel) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัท Nordic Air Defense จากสวีเดน กล่าวว่า นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น บริษัทได้รับคำร้องขอจากตะวันออกกลางแทบทุกวัน จากก่อนหน้านี้ที่อาจมีเพียง 1 – 2 ครั้งต่อเดือน
สตาร์ตอัพสัญชาติแห่งนี้นี้กำลังพัฒนาโดรนสกัดกั้นแบบใบพัด “Kreuger-100XR” ที่กำลังทดสอบใช้งานในยูเครน
บริษัทโดรนหลายแห่ง ระบุว่า ความสนใจใหม่ ๆ ส่วนใหญ่มาจาก รัฐบาลประเทศในอ่าวเปอร์เซียหรือหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม แม้ว่าจะมีบางประเทศในยุโรปที่เริ่มติดต่อเข้ามาเช่นกัน
“มิชา หลู่” (Misha Lu) โฆษกของบริษัท Tron Future จากไต้หวัน เปิดเผยว่า คำถามจากรัฐบาลนานาประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่อต้านโดรนของบริษัท เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดยเกือบทั้งหมดต่างสอบถามถึงวิธีการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สนามบินและระบบส่งไฟฟ้า
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ผู้ซื้อที่มีศักยภาพส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนความสนใจจากระบบรบกวนสัญญาณ ไปสู่ระบบโดรนต่อต้านแบบทำลายล้างเบ็ดเสร็จ (Hard Kill) ซึ่งอาศัยวัตถุระเบิดหรือกำลังทางกายภาพในการทำลายภัยคุกคามจากโดรน
ความต้องการเทคโนโลยีโดรนต่อต้านแบบทำลายล้างเบ็ดเสร็จเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่อิหร่านยิงโดรนชาเฮด โดรนโจมตีแบบเที่ยวเดียวจำนวนหลายพันลำใส่เป้าหมายของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
โดรนบางลำสามารถทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศและโจมตีเป้าหมายได้สำเร็จ รวมถึง สิ่งปลูกสร้างทางทหารของสหรัฐฯ
ปัญหาหลักของระบบป้องกันภัยทางอากาศจากโดรนชาเฮดคือต้นทุนและจำนวน เนื่องจากขีปนาวุธอากาศสู่อากาศหรือจากพื้นสู่อากาศแบบดั้งเดิมมีจำนวนจำกัด และมีราคาสูงเกินไปสำหรับใช้ยิงตอบโต้โดรนชาเฮดจำนวนมากที่มีสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 50,000 ดอลลาร์ต่อลำ
ทางเลือกที่ถูกกว่าซึ่งยูเครนเป็นผู้บุกเบิกคือการใช้โดรน FPV (First-Person-View) ซึ่งเป็นการบินโดรนผ่านมุมมองบุคคลที่ 1 และโดรนขนาดเล็กบินไล่ชนเพื่อทำลายโดรนชาเฮด
Wild Hornets บริษัทผู้ผลิตโดรนสกัดกั้นยอดนิยมที่มีชื่อว่า 'Sting' จากยูเครน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้รับการสอบถามเกี่ยวกับโดรนรุ่นนี้เพียงวันละ 1 – 2 ครั้ง แต่เพิ่มขึ้นเป็นหลายสิบครั้งต่อวันตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การผลิตโดรน Sting ยังคงเน้นสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย ซึ่งใช้โดรนแบบชาเฮดที่ผลิตขึ้นในประเทศ โดยรัฐบาลยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ยิงโดรนประเภทนี้ไปแล้วกว่า 57,000 ลำ
ด้าน Skyfall บริษัทผู้ผลิตโดรนยูเครนอีกแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ได้รับคำขอจากต่างประเทศเช่นกันและสามารถส่งออกโดรนสกัดกั้นได้ สูงสุด 10,000 ลำต่อเดือน โดยไม่กระทบต่อความต้องการของยูเครน
อย่างไรก็ตาม บริษัทโดรนยูเครนยังอาจเผชิญอุปสรรคนในการส่งออกโดรน เนื่องจากกฎหมายช่วงสงครามของประเทศสั่งห้ามการส่งออกโดรน เพราะระบบอากาศยานไร้คนขับเป็นหัวใจสำคัญของยุทธวิธีการรบของประเทศ
แม้กระนั้นรัฐบาลเคียฟกำลังพิจารณาแนวทางในการเปิดให้ส่งออกภายใต้การควบคุม เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่กำลังเติบโตและใช้ประสบการณ์จากสนามรบเป็นจุดขาย
ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครนส่งสัญญาณหลายครั้งว่าพร้อมช่วยเหลือประเทศพันธมิตร รวมถึง ชาติในอ่าวอาหรับที่ต้องการคำแนะนำในการรับมือโดรนชาเฮด
จนถึงตอนนี้ ประธานาธิบดีเซเลนสดี ยืนยันเพียงว่า ยูเครนได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังตะวันออกกลางแต่ยังไม่ได้กล่าวถึงการขายอาวุธใด ๆ
สำหรับผู้ผลิตโดรนสกัดกั้นในประเทศอื่น ๆ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้หลายบริษัทไม่มั่นใจว่าจะสามารถรองรับคำสั่งซื้อทั้งหมดได้ อีกทั้งเทคโนโลยีโดรนสกัดกั้นยังถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ทำให้บางบริษัทเพิ่งเริ่มสร้างสายการผลิต
“อากิร์ส คิพุร์ส” (Agirs Kipurs) ซีอีโอของบริษัท Origin Robotics จากลัตเวีย ระบุว่า บริษัทกำลังเร่งผลิตตามสัญญาที่มีอยู่แล้วจึงอาจตอบสนองความต้องการใหม่ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยในตอนนี้บริษัทเป็นผลิตโดรนที่ใช้งานในยูเครนและโดรนสกัดกั้นอัตโนมัติที่กองกำลังองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) ใช้งาน
“จีรี จานูเซ็ก” (Jiří Janoušek) จากบริษัท TRL Drones ของสาธารณรัฐเช็ก กล่าวว่า บริษัทได้รับคำร้องขอ หลายครั้งต่อวันสำหรับโดรนสกัดกั้นแบบปีกตรึงของบริษัท ซึ่งมีทั้งโดรนพิสัยใกล้และโดรนเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดใหญ่ที่ถูกนำไปใช้ในยูเครน
นอกจากนี้ยังระบุว่า บริษัทกำลังเพิ่มกำลังการผลิตแต่ต้องคัดเลือกลูกค้าอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับผู้ซื้อที่มีความต้องการใช้งานชัดเจนและพร้อมดำเนินการอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันความต้องการจากไต้หวันและเอเชียตะวันออกก็เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานตำรวจและกองทัพของไต้หวัน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความกังวลต่อโดรนปีกสามเหลี่ยมของจีน เช่น โดรน Loong M9 และ Feilong 300D ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโดรนชาเฮด
อุตสาหกรรมด้านอาวุธของจีนเคยจัดหาชิ้นส่วนโดรนให้ทั้ง 2 ฝ่ายในสงครามยูเครน และบริษัทผู้ผลิตโดรนจากไต้หวันเชื่อว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนกำลังเรียนรู้จากบทเรียนในสนามรบ พร้อมทิ้งท้ายว่า หากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวัน โลกน่าจะเห็นการโจมตีแบบถล่มจำนวนมาก โดยใช้โดรนราคาถูกหลายประเภทผสมกับขีปนาวุธด้วย
ที่มา : Business Insider