
SHORT CUT
ฟุตบอลคือกีฬามวลมนุษยชาติ แต่สำหรับผู้หญิงอิหร่าน พวกเธอต้องเดิมพันด้วยอิสรภาพและชีวิต เพียงเพื่อสิทธิในการก้าวเท้าเข้าสู่สนามแข่งขัน
หากจะทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของความเจ็บปวดและการต่อสู้ของผู้หญิงอิหร่านในโลกของกีฬาลูกหนัง คงไม่มีจุดเริ่มต้นใดที่จะฉายภาพได้ชัดเจนและลึกซึ้งไปกว่าภาพยนตร์เรื่อง Offside (2006) ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ จาฟาร์ ปานาฮี (Jafar Panahi) ผู้กำกับฝีมือฉกาจชาวอิหร่าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังที่พูดถึงกีฬา แต่เป็นภาพสะท้อนอันตลกร้ายของโครงสร้างทางสังคมที่กดทับสิทธิสตรีอย่างแนบเนียน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลูกสาวของผู้กำกับเองที่พยายามท้าทายกฎหมายเพื่อเข้าไปดูฟุตบอล
เนื้อเรื่องจำลองเหตุการณ์ในวันแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 2006 นัดชี้ชะตาระหว่างทีมชาติอิหร่านและทีมชาติบาห์เรน ณ สนามกีฬาอาซาดี (Azadi Stadium) กรุงเตหะราน ภายใต้ระบบสังคมที่เคร่งครัดของรัฐศาสนา ผู้หญิงถูกสั่งห้ามเข้าชมฟุตบอลในสนามอย่างเด็ดขาด แต่ด้วยความหลงใหลในกีฬา เด็กสาวกลุ่มหนึ่งตัดสินใจท้าทายอำนาจรัฐด้วยการปลอมตัวเป็นผู้ชาย ลักลอบเข้าไปในพื้นที่ที่อนุญาตเฉพาะบุรุษเพศ
ตัวหนัง Offside สะท้อนสภาวะที่ทับซ้อนกันแบบโลกโพสต์โมเดิร์นได้อย่างแยบคาย ในพื้นที่สี่เหลี่ยมของสนาม เราได้เห็นความเป็นโลกาภิวัตน์ผ่านฟุตบอลโลก เห็นความเป็นชาตินิยมผ่านการเชียร์บอลอย่างบ้าคลั่ง และเห็นโลกของรัฐศาสนาที่พยายามขีดเส้นแบ่งบทบาทและพื้นที่ระหว่างพลเมืองชาย-หญิงอย่างชัดเจน
เด็กสาวเหล่านี้ถูกจับกุมและนำไปขังรวมกันในคอกกักกันบนดาดฟ้าสนามกีฬา ซึ่งเป็นจุดที่ย้อนแย้งที่สุด เพราะพวกเธออยู่ใกล้การแข่งขันแค่เอื้อม แต่มองไม่เห็นเกมในสนามเลย ทำได้เพียงฟังเสียงเชียร์และอาศัยการฟังพากย์สดจากทหารเกณฑ์ ทหารเหล่านี้ไม่ได้เกลียดชังผู้หญิง แต่ต้องทำตามคำสั่ง ฉากที่ทหารใช้วิธีตลกร้ายพาเด็กสาวไปห้องน้ำชายโดยใช้โปสเตอร์นักฟุตบอลบังหน้า เป็นการสะท้อนความไร้สาระของกฎระเบียบที่ฝืนธรรมชาติความเป็นมนุษย์
คำว่า "Offside" แปลว่า "ล้ำหน้า" ซึ่งหมายถึงการพาตัวไปอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามตามกติกาฟุตบอล แต่ในบริบทของหนังเรื่องนี้ "Offside" คือการที่ผู้หญิงก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ที่ผูกขาดโดยปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) หนังตั้งคำถามสำคัญว่า กติกานอกสนามเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างยุติธรรมและตั้งอยู่บนความเท่าเทียมทางเพศหรือไม่
ตอนท้ายเรื่อง เมื่ออิหร่านชนะและได้ไปฟุตบอลโลก บรรยากาศบนรถควบคุมตัวผู้ต้องหาหญิงกลับกลายเป็นงานเฉลิมฉลอง มีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่เปิดเผยความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า เธอไม่ได้ชอบฟุตบอล แต่ดั้นด้นมาเพื่อไว้อาลัยให้เพื่อนที่เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุชุลมุนในนัดก่อนหน้า ตอกย้ำว่าภายใต้เสียงเชียร์ มีความสูญเสียที่ถูกหลงลืมซ่อนอยู่เสมอ
กติกาที่ผลักผู้หญิงให้ไปยืนอยู่ในตำแหน่ง "ล้ำหน้า" มีที่มาจากหน้าประวัติศาสตร์การเมือง ในอดีตยุคของพระเจ้าชาห์ อิหร่านเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก ผู้หญิงมีเสรีภาพในการแต่งกายและสามารถเข้าชมกีฬาได้อย่างอิสระเสรี แต่ทุกอย่างพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1979 เมื่อเกิดการปฏิวัติอิสลาม นำโดยกลุ่มผู้นำทางศาสนา อิหร่านเปลี่ยนผ่านสู่ "รัฐอิสลาม" อย่างเต็มรูปแบบ สิทธิของสตรีถูกลิดรอนและตีกรอบอย่างเข้มงวด
ในปี 1981 รัฐบาลได้ออกกฎหมายห้ามผู้หญิงเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลชายเด็ดขาด โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อ "ปกป้อง" ผู้หญิงจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและคำหยาบคาย แต่แท้จริงแล้วนี่คือเครื่องมือในการแบ่งแยกพื้นที่ทางเพศ
ความย้อนแย้งคือ อิหร่านเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชีย ผู้หญิงอิหร่านคลั่งไคล้ฟุตบอลไม่แพ้ผู้ชาย แต่พวกเธอกลับทำได้แค่นั่งเชียร์หน้าจอโทรทัศน์ ยิ่งไปกว่านั้น ทีมฟุตบอลหญิงของอิหร่านเองก็ต้องเผชิญวิบากกรรม พวกเธอเกือบคว้าตั๋วไปโอลิมปิก 2012 แต่ความฝันพังทลายเมื่อฟีฟ่าสั่งแบน เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านบังคับให้นักเตะต้องสวมฮิญาบลงสนาม ความเจ็บปวดนี้นำไปสู่การรวมตัวกันภายใต้แคมเปญ Open Stadiums เพื่อเรียกร้องพื้นที่ในโลกฟุตบอลคืนให้กับสตรี
เมื่อกำแพงของรัฐสูงชัน ผู้หญิงอิหร่านจึงต้องใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อก้าวข้ามมัน ภาพยนตร์ Offside ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง เพราะในปี 2018 โลกได้ประจักษ์ถึงความกล้าหาญนี้ในชีวิตจริง คลิปวิดีโอไวรัลเผยภาพผู้หญิงอิหร่านกลุ่มหนึ่งลงทุนติดหนวดเคราปลอม สวมวิกผมชาย เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่และลักลอบเข้าไปเชียร์ทีมเพอร์เซโปลิส รอยยิ้มใต้หนวดปลอมคือการขัดขืนอำนาจรัฐที่งดงามและทรงพลังที่สุด
ความโหยหาเสรีภาพยังสะท้อนให้เห็นในช่วงฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย แฟนบอลหญิงชาวอิหร่านเดินทางไปชมการแข่งขันอย่างเสรี พร้อมชูป้าย #NoBan4Women แต่ในประเทศ สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้น มีผู้หญิงถึง 35 คนถูกจับเพราะพยายามแอบเข้าชมเกมการแข่งขัน แม้ประธานฟีฟ่าจะได้รับคำสัญญาจากประธานาธิบดีอิหร่านว่าจะยอมให้ผู้หญิงเข้าสนามในเร็ววัน แต่ท้ายที่สุด แรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่เคยเกิดขึ้นจริง
การเพิกเฉยของรัฐและฟีฟ่า นำพาสังคมลูกหนังอิหร่านสู่โศกนาฏกรรม และทำให้ชื่อของ ซาฮาร์ โคดายาริ (Sahar Khodayari) กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่แลกด้วยชีวิต
ซาฮาร์ เป็นหญิงสาววัย 29 ปีที่มีการศึกษาดีและเป็นแฟนตัวยงของสโมสรอิสติกลอล เอฟซี ในเดือนมีนาคม 2019 เธอตัดสินใจปลอมตัวเป็นชายเพื่อเข้าสนามไปเชียร์ทีมรัก แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ เธอถูกใช้กำลังบังคับ จับขังคุก 3 คืน และถูกตั้งข้อหาหนักคือ "ไม่สวมฮิญาบในที่สาธารณะ"
วันที่ 2 กันยายน 2019 ซาฮาร์ถูกเรียกตัวไปรับฟังความคืบหน้าคดี เมื่อทราบว่าตนเองอาจต้องโทษจำคุก 6 เดือน ความสิ้นหวังและความรู้สึกอยุติธรรมได้กลืนกินจิตใจ เมื่อก้าวออกจากศาล เธอตัดสินใจประท้วงด้วยการใช้น้ำมันราดตัวและจุดไฟเผาตัวเองหน้าบันไดศาล เธอเสียชีวิตลงในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา โลกโซเชียลขนานนามเธอว่า "Blue Girl" ตามสีประจำสโมสรที่เธอยอมพลีชีพให้
การเผาตัวเองของซาฮาร์เปรียบเสมือนการโยนคบเพลิงลงในกองเพลิงแห่งความโกรธแค้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลทั่วโลกออกมาประณามรัฐบาลอิหร่านอย่างรุนแรง และชี้เป้าไปที่ความหละหลวมของฟีฟ่า แรงกดดันมหาศาลบีบให้ฟีฟ่าต้องยื่นคำขาดแก่อิหร่านว่า หากไม่ยอมเปิดประตูให้ผู้หญิงเข้าสนาม อิหร่านจะถูกแบนจากการแข่งขันระดับนานาชาติ
ในที่สุด วันที่ 10 ตุลาคม 2019 รัฐบาลอิหร่านยินยอมให้ผู้หญิงซื้อตั๋วเข้าชมเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดที่พบกับกัมพูชา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 38 ปีที่ผู้หญิงเดินเข้าสู่สนามกีฬาได้อย่างถูกกฎหมาย บรรยากาศเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความปิติ ทัพอิหร่านถล่มกัมพูชา 14-0 แต่สกอร์นั้นแทบไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับชัยชนะบนอัฒจันทร์
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะนี้เป็นเพียงก้าวแรกที่มีข้อจำกัด รัฐบาลจัดสรรตั๋วให้ผู้หญิงเพียง 3,500 ใบ (ไม่ถึง 5% ของความจุสนาม) และจัดพื้นที่ให้นั่งแยกบนอัฒจันทร์ชั้นบนสุด มีรั้วลูกกรงกั้น และสิทธิยังจำกัดแค่เกมระดับทีมชาติ ไม่รวมฟุตบอลลีกในประเทศที่ซาฮาร์รักสุดหัวใจ
เสรีภาพบนอัฒจันทร์ในอิหร่านยังคงห่างไกลจากคำว่าเท่าเทียม แต่โศกนาฏกรรมของ ซาฮาร์ โคดายาริ ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้สังคมโลกไม่อาจเมินเฉย ความตายของ "บลูเกิร์ล" ไม่ได้สูญเปล่า เธอได้แปรเปลี่ยนร่างเป็นคบเพลิงนำทาง เพื่อรอคอยวันที่ผู้หญิงทุกคนจะสามารถส่งเสียงเชียร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ และไม่ต้องรู้สึก "ล้ำหน้า" ในพื้นที่สาธารณะของตนเองอีกต่อไป
ที่มา : theguardian bbc bbc
ข่าวที่เกี่ยวข้อง