
SHORT CUT
เจาะลึกนวัตกรรม Adidas Adizero Adios Pro Evo 3 รองเท้าวิ่งที่มีน้ำหนัก 97 กรัมที่เบาที่สุดในโลก อาวุธลับคู่ใจที่ Sabastian Sawe ใส่วิ่งทุบสถิติมาราธอนได้อย่างยิ่งใหญ่
Adidas 'Adizero Adios Pro Evo 3' รองเท้าวิ่งที่ทลายขีดจำกัดเดิมๆ ขึ้นแท่นเป็น 'รองเท้าวิ่งที่เบาที่สุด' เท่าที่เคยมีการผลิตมาเพื่อการแข่งขัน เมื่อเทคโนโลยีและศักยภาพของมนุษย์ผสานกันอย่างลงตัว
สถิติโลกใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น ชัยชนะในการทำลายสถิติมาราธอนของ Sabastian Sawe อาจไม่ได้มาจากเพียงแค่ความมุ่งมั่นและการฝึกซ้อมอย่างหนักเท่านั้น แต่อาวุธลับอาจเป็นรองเท้าคู่นี้ที่เบาเพียง '97 กรัม'
Pro Evo 3 รองเท้าในตระกูล Adizero Adios Pro Evo ของ Adidas สร้างความประหลาดใจให้กับวงการวิ่งมาโดยตลอด ในรุ่น Pro Evo 1 (ปี 2003) และ Pro Evo 2 (ปี 2025) ทำน้ำหนักไว้ที่ 138 กรัม (สำหรับไซส์ 9.5 US ชาย)
โดยรุ่นที่สองสามารถเพิ่มโฟมที่ตอบสนองได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มน้ำหนัก แต่สำหรับ Pro Evo 3 แบรนด์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นด้วยการลดน้ำหนักลงถึง '30%' ทำให้ตัวรองเท้ามีน้ำหนักเพียง '97 กรัม' เท่านั้น
หากเทียบกับคู่แข่งในตลาด Pro Evo 3 ทิ้งห่างเรื่องความเบาอย่างชัดเจน โดย Asics Metaspeed Ray ซึ่งเคยครองตำแหน่งรองเท้าที่เบาที่สุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม มีน้ำหนัก 129 กรัม (ไซส์ 9 US)
ในขณะที่เบอร์หนึ่งในยอดขายระดับซูเปอร์ชูส์อย่าง Nike Alphafly 3 มีน้ำหนักถึง 218 กรัม (ไซส์ 10 US) ซึ่งหนักกว่า Pro Evo 3 กว่าสองเท่าตัว (ส่วน Li-Ning Dragonflight ที่หนัก 103 กรัม ยังคงเป็นเพียงคอนเซปต์ที่ไม่ถูกนำมาผลิตจริง)
โฟม Lightstrike Pro Evo : สารประกอบโฟมตัวใหม่ที่เบากว่ารุ่นก่อนถึง 50% แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่ง (Running Economy) ได้ถึง 1.6% เมื่อเทียบกับ Pro Evo 2
แผ่นคาร์บอน EnergyRim : พัฒนาต่อยอดจาก Energy Rods ของ Adidas โดยลดทอนพื้นที่ว่างที่ไม่จำเป็นออกจนกลายเป็นรูปตัว 'U' วางขนาบไปตามขอบระหว่างชั้นโฟมและมองเห็นได้จากภายนอก ซึ่งงานวิจัยพบว่าบริเวณขอบเหล่านี้คือจุดเดียวที่ส่งแรงผลัก ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และตัวคาร์บอนไฟเบอร์ถูกปรับรูปทรงให้ยอดแหลมขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเปราะบางของวัสดุ
ตัวหน้าผ้า (Upper) : เป็นแบบทอที่ได้แรงบันดาลใจจากใบเรือไคท์เซิร์ฟ ทำให้เบาหวิวเหมือนขนนก เสริมด้วยพื้นรองเท้าชั้นนอกจาก Continental ที่บางลง ปรับเปลี่ยนการจัดวางรูปแบบใหม่ แต่ยังสามารถยึดเกาะในพื้นลื่นได้ดีกว่าเดิม พื้นรองเท้าชั้นกลางยังคงถูกตัดเว้าให้โค้งแบบ Rocker shape เพื่อช่วยให้ก้าวเท้าไปข้างหน้าได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น
Charlotte Heidmann ผู้อำนวยการหมวดหมู่ Adizero ของ Adidas กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า 'เมื่อคุณคิดว่าถึงขีดจำกัดแล้ว ความจริงคือมันยังไม่ใช่ มีอะไรให้เราบรรลุได้เสมอ... การทำงานร่วมกันช่วยให้บรรลุในสิ่งที่คุณไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้เมื่อหลายปีก่อน'
รองเท้าซีรีส์ Pro Evo ผลิตในปริมาณที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับแฟรนไชส์หลักของ Adidas โดยวางจำหน่ายในราคาสูงถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐ (วางจำหน่ายในไทย ราคา 20,000 บาท)
แม้จะมีราคาแพง แต่ Adidas ยอมขายแบบ 'ขาดทุน' เพื่อให้เป็นไปตามกฎของ World Athletics ที่ระบุว่ารองเท้าที่ใช้แข่งต้องเปิดให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถซื้อได้ ซึ่งความสนใจและกระแสที่รองเท้ารุ่นนี้สร้างขึ้น สามารถชดเชยการขาดทุนได้อย่างคุ้มค่า
บทพิสูจน์ความสำเร็จไม่ได้มีแค่สถิติของ Sabastian Sawe เท่านั้น แต่ย้อนกลับไปในรายการ World Marathon Majors 6 รายการของปี 2025 ผู้ชนะ 7 จาก 12 คน (ทั้งชายและหญิง) ล้วนสวมใส่รองเท้า Adidas และ 6 คนในนั้นสวมใส่รุ่น Pro Evo 2 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของตระกูลนี้
ที่มา : Adidas