
SHORT CUT
ผลสำรวจพนักงาน 2,000 คนในสหรัฐฯ พบว่ากลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล เป็นคนรุ่นที่เปิดรับและนำ AI มาใช้ในการทำงานมากที่สุด ใช้ช่วยค้นคว้า เขียนเนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการสำรวจที่ดำเนินการโดย OnePoll กับพนักงานจำนวน 2,000 คนในสหรัฐฯ พบว่า กลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) เป็นกลุ่มที่เปิดรับและนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ในการทำงานมากที่สุด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 46% สูงกว่ากลุ่มคนรุ่น Gen Z ที่ 43% และ Gen X ที่ 38%
ขณะเดียวกัน ผู้ชายวัยมิลเลนเนียล ราว '51%' มีแนวโน้มเชื่อว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตนเองมากกว่าผู้หญิงที่ 38% ซึ่งแตกต่างกันถึง 13%
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า 88% ของผู้ตอบแบบสำรวจได้นำ AI มาใช้ในการทำงานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยคว้าข้อมูล การเขียนหรือสร้างสรรค์เนื้อหา ตลอดจน ใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล โดยพนักงานมากกว่าครึ่งหนึ่ง '52%' เชื่อว่าสามารถทำงานเสร็จได้รวดเร็วขึ้นด้วยความช่วยเหลือของ AI
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้ที่ใช้งาน AI มีเพียง '34%' เท่านั้นที่สามารถนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาบูรณาการกับกระบวนการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยส่วนที่เหลือมักจะแยกงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ออกมาทำต่างหาก
สำหรับกลุ่มที่นำ AI มาผสานเข้ากับกระบวนการทำงานอย่างเต็มรูปแบบนั้น เกือบทั้งหมดหรือ 83% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขึ้นอย่างชัดเจน
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่ยังไม่ได้นำ AI มาบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงาน มีเพียง 20% เท่านั้นที่ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตผลในการทำงาน ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่สูงถึง 63%
ริช ฮอลลิงส์เวิร์ธ (Rich Hollingsworth) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Fyxer บริษัทผู้ว่าจ้างให้จัดทำรายงานวิจัย The AI Productivity Trap Report มองว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านผลิตภาพจากการใช้ AI ที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งเรียกผู้ที่นำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ในกระบวนการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบว่า AI Superworkers หรือพนักงานที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า การแข่งขันเพื่อนำ AI มาใช้งานนั้นจบลงแล้ว เพราะในขณะนี้แทบทุกคนต่างก็หันมาใช้ AI กันหมดแล้ว ความท้าทายต่อจากนี้ คือการช่วยให้ผู้คนใช้ AI ในรูปแบบที่ช่วยประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ และพลิกโฉมวิธีการทำงานอย่างแท้จริง พร้อมเสริมว่า ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ไม่ใช่เป็นเพียงอีกแพลตฟอร์มหรืออีกเว็บไซต์หนึ่งที่พนักงานต้องเข้าไปใช้งาน
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า ผู้จัดการและผู้บริหารระดับสูงมากกว่า 60% เป็นผู้เลือกเครื่องมือ AI ที่ใช้ในการทำงานด้วยตนเอง ขณะที่พนักงานระดับเริ่มต้นมีเพียง 42% เท่านั้นที่สามารถเลือกเครื่องมือ AI ได้เอง
ประเด็นนี้อาจมีความสำคัญ เนื่องจาก 35% ของผู้ที่เลือกใช้เครื่องมือ AI ด้วยตนเอง ระบุว่า AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานได้เป็นอย่างมาก
ในทางกลับกัน มีเพียง 18% ของผู้ที่ใช้เครื่องมือ AI ซึ่งนายจ้างเป็นผู้เลือกให้ที่รู้สึกว่าเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเปลี่ยนแปลงการทำงานของตนในระดับเดียวกัน
นอกจากนี้ ผลการสำรวจ ยังพบว่า การอ่านและตอบอีเมลเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลามากที่สุดของผู้ตอบแบบสำรวจ
ริช ฮอลลิงส์เวิร์ธ ทิ้งท้ายว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ AI ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ปฏิวัติวงการหรือซับซ้อนเสมอไป สิ่งที่ทำคือช่วยให้พนักงานใช้เวลาน้อยลงกับกล่องอีเมล และมีเวลามากขึ้นกับงานที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กร
การเปลี่ยนแปลงจาก AI ที่เห็นในหลายองค์กร มักเริ่มต้นจากคนเพียง 1 - 2 คนที่ค้นพบวิธีใช้งานที่ได้ผล จนเกิดผลลัพธ์ที่ผู้อื่นมองเห็น และทำให้เครื่องมือเหล่านั้นถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย แรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจากพนักงานในองค์กรเอง ไม่ใช่จากบนลงล่าง
ที่มา: Daily Express U.S.