‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ไทย แค่เริ่ม ก็..อลหม่าน ลุ้นไปต่อ หรือ พอแค่นี้?

‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ไทย แค่เริ่ม ก็..อลหม่าน ลุ้นไปต่อ หรือ พอแค่นี้?

ดาต้าเซ็นเตอร์บูมไม่ทันไร เจอปมกฎหมาย-ความปลอดภัย รัฐสั่งชะลอ 1 เดือน เร่งอุดช่องโหว่ ก่อนการลงทุนโตเร็วกว่ากติกา

SHORT CUT

  • รัฐสั่งชะลอ 1 เดือน โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง เพื่อทบทวนกฎหมายและมาตรฐานด้านผังเมือง ไฟฟ้า และน้ำประปา
  • พบช่องโหว่การกำกับดูแล หลังดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ถูกตรวจพบการเก็บน้ำมันสำรองราว 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมข้อร้องเรียนเรื่องกลิ่น คราบน้ำมัน และเสียงรบกวน
  • ตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ปัญหาเชิงระบบ เร่งกำหนดนิยามและมาตรฐานกลาง ครอบคลุม EIA ผังเมือง อาคาร น้ำมันเชื้อเพลิง และสาธารณูปโภค เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าควบคู่ความปลอดภัยประชาชน

ดาต้าเซ็นเตอร์บูมไม่ทันไร เจอปมกฎหมาย-ความปลอดภัย รัฐสั่งชะลอ 1 เดือน เร่งอุดช่องโหว่ ก่อนการลงทุนโตเร็วกว่ากติกา

ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่องในฐานะอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วกำลังนำไปสู่คำถามสำคัญเรื่องมาตรฐานการกำกับดูแล หลังการตรวจสอบในพื้นที่พบช่องว่างทางกฎหมายที่อาจเปิดทางให้ผู้ประกอบการบางรายขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำอุปกรณ์เข้าติดตั้งและปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ประเด็นด้านความปลอดภัย สาธารณูปโภค และผลกระทบต่อชุมชนอาจไม่ได้รับการประเมินอย่างรอบด้านตั้งแต่ต้น

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นกับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งบริเวณถนนพระราม 9 หลังมีการร้องเรียนและเข้าตรวจสอบ พบการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองประมาณ 200,000 ลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าการจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรต้องได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนเรื่องกลิ่นรุนแรง คราบน้ำมันรั่วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ รวมถึงเสียงจากระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สั่งเคลื่อนย้ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่และยุติการดำเนินการในส่วนดังกล่าว พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย

ปัญหาที่พบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแห่งเดียว โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยื่นขออนุญาตทั้งหมด 6 แห่ง ขนาดกำลังไฟฟ้า 9-23 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้ 3 แห่งได้รับอนุมัติและเปิดดำเนินการแล้วตั้งแต่ปี 2565-2567 ส่วนอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่พื้นที่เขตห้วยขวางก็มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นและคราบน้ำมันรั่วไหลเช่นกัน แม้การตรวจสอบอีกแห่งในพื้นที่เดียวกันจะพบว่าระดับเสียงโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ แต่ภาพรวมสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของกฎหมายและมาตรฐานกำกับดูแลที่ต้องปรับให้ทันกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม

จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครจึงออกมาตรการเร่งด่วน สั่งชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างทั้งหมด เพื่อรอการทบทวนและกำหนดมาตรการใหม่ภายใน 1 เดือน แม้บางโครงการจะมีการทำข้อตกลงล่วงหน้าไว้แล้วก็ตาม โดยจะเน้นพิจารณา 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และน้ำประปา พร้อมยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการให้บริการสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนทั่วไ

พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปานครหลวง ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมสำหรับการชะลอการให้บริการระบบสาธารณูปโภคแก่โครงการที่ยังรอดำเนินการ เพื่อรอข้อสรุปจากคณะกรรมการนโยบายที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ โดยย้ำว่าประชาชนยังสามารถมั่นใจได้ว่า การให้บริการไฟฟ้า น้ำประปา และการบริหารจัดการผังเมืองในภาพรวมจะไม่ได้รับผลกระทบ

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ‘นิยามทางกฎหมาย’ ของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันยังมีความไม่ชัดเจนและอาจทำให้การกำกับดูแลไม่สอดคล้องกับลักษณะการประกอบกิจการจริง รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามและหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA การกำหนดพื้นที่และผังเมืองที่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารและระยะร่น การควบคุมการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองโดยกระทรวงพลังงาน และการประเมินความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคทั้งน้ำและไฟฟ้า

สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 6 แห่งในกรุงเทพฯ กทม. เตรียมตรวจสอบโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วทั้ง 3 แห่งอย่างเข้มงวด เพื่อประเมินผลกระทบต่อชุมชนและตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัย ขณะที่อีก 3 แห่งซึ่งยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุมัติจะถูกชะลอไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนด้านนโยบายและหลักเกณฑ์ใหม่ภายใน 1 เดือน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาเชิงระบบ โดย รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแต่งตั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการฯ ซึ่งมีกำหนดประชุมครั้งแรกในวันที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมปิดช่องว่างในการกำกับดูแล

รัฐบาลมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสำคัญจากการที่หลายหน่วยงานรับผิดชอบดูแลคนละด้าน ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ระบบความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงข้อมูลและการกำกับดูแลทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงจำเป็นต้องจัดทำมาตรฐานกลางให้ชัดเจน โดยรัฐบาลยังยืนยันจุดยืนสนับสนุนการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมต้องเดินควบคู่ไปกับกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของประชาชน

สำหรับ กทม. จะรอความชัดเจนจากส่วนกลาง โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การจัดทำรายงาน EIA สำหรับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการที่เปิดใช้งานแล้ว เพื่อประเมินทั้งด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

กรณีดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมืองจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการผลักดันอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ว่า การเร่งดึงดูดการลงทุนไม่ควรเดินเร็วกว่ากฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย เพราะเมื่อการเติบโตเกิดขึ้นก่อนกติกา ความเสี่ยงที่ตามมาอาจตกอยู่กับประชาชนและชุมชนโดยรอบ การสั่งชะลอ ทบทวน และอุดช่องโหว่ครั้งนี้จึงไม่ใช่การหยุดการลงทุน แต่เป็นการวาง ‘รั้ว’ ให้ชัดเจน เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และอยู่ร่วมกับเมืองและประชาชนได้ในระยะยาว

related