
SHORT CUT
ผลสำรวจชี้ 'เขตห้วยขวาง' เป็นพื้นที่ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในกรุงเทพฯ จำนวน 9 โครงการ ใน กทม. มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด 34 โครงการ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน
จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้กับโรงพยาบาลพระรามเก้า จนไปถึงการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านหัวหมากมีการกักตุนน้ำมันหลายแสนลิตร สร้างความวิตกกับให้กับชุมชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใกลางเมืองหลวงได้อย่างไร
ในขณะที่ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ให้สัมภาษณ์ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงสั่งหยุดใบอนุญาตรายใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ พร้อมทบทวนกฎหมายผังเมืองและการทำ EIA
JustPow ชวนสำรวจว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง
จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้
เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า
โดยจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ นั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในแทบทั้งสิ้น
นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย 10 โครงการ สิงคโปร์ 5 โครงการ ญี่ปุ่น 3 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ และยังมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทย อีก 2 โครงการ และสิงคโปร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทยอีก 1 โครงการ
อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Colocation ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเรียกโดยย่อๆ ว่า IDC ซึ่งปัจจุบันมีการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซอร์ฟเวอร์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร
ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ทั้งที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้าง มีจำนวนประมาณเกือบสิบโครงการ
ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ มีจำนวนการใช้ไฟดังนี้
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมไปถึงที่มีแผนจะสร้าง มีความต้องการใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน
หากนับเป็นจังหวัดๆ หนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จะใช้ไฟเป็นอันดับที่ 23 จากทั้ง 77 จังหวัด
ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในกรุงเทพฯ เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง
จากการคำนวณ พบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 2.23 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 10,160 ครัวเรือน
ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ 7 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนที่จะสร้างในกรุงเทพฯ 3 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน
ดังนั้นจะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ จะมีการใช้น้ำประมาณ 4.43 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 19,776 ครัวเรือน
แม้ประเด็นเรื่องการใช้ไฟและน้ำ จะไม่ใช่ประเด็นหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมืองหลวงที่มีน้ำและไฟไม่ขาดแคลน แต่ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบของดาต้าเซ็นเตอร์มีความกังวล ทั้งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตร เพื่อใช้ในยามที่ไฟดับ เนื่องด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลในด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยรอบ ไม่เพียงแค่นั้น หากมีการใช้น้ำมันในการปั่นไฟในยามที่ไฟดับจริง ก็จะสร้างมลพิษแก่ชุมชนโดยรอบและปล่อยก๊าวเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย
นอกจากนี้ ด้าต้าเซ็นเตอร์ ยังอาจทำให้เกิดความร้อนในบริเวณโดยรอบจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนมหาศาลสู่อากาศรอบข้างและชุมชนจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จนอาจทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 2-9 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island)
จากข้อมูลจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนว่าจะสร้าง ล้วนตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่นทั้งสิ้น ซึ่งเกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์นี้จะไปซ้ำเติมปัญหา ‘เกาะความร้อนในเมือง’ (Urban Heat Island - UHI) ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
โดยอุณหภูมิในพื้นที่ที่เป็นเกาะความร้อน ซึ่งส่วนมากก็คือเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส และความร้อนจาก ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก
ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ตามกฎหมายใด ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาคารก็ไม่เป็นไปตามนิยามของ พ.ร.บ.โรงงาน จึงไม่สามารถบังคับใช้ในกรณีนี้ได้ และการก่อสร้างโดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นสถานที่เก็บสินค้าทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566
การขออนุญาตก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นอยู่จึงเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง โดยในกรณีของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
โดยใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะเป็นการพิจารณาความปลอดภัยของอาคาร เช่น โครงสร้าง อุปกรณ์ อัคคีภัย ระบบไฟ ระบบระบายอากาศ/น้ำ และระบบความปลอดภัย ตลอดจนระยะร่นกับถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างระหว่างเขตที่ดินกับอาคาร
เมื่อพิจารณากฎหมายผังเมืองของกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) หากดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดข้อยกเว้น ในข้อ 16 (12) กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร
สำหรับกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งหากปริมาณไม่ถึง 500,000 ลิตร ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ ก็ไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยได้
ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย
ที่มา : JustPow