AI ทำเด็กจบใหม่เตะฝุ่น 2.2 ล้านคน เสี่ยงตกงาน สูงอันดับ 3 ของอาเซียน

AI ทำเด็กจบใหม่เตะฝุ่น 2.2 ล้านคน เสี่ยงตกงาน สูงอันดับ 3 ของอาเซียน

AI เขย่าตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่เสี่ยงเตะฝุ่น หลัง TDRI ชี้แรงงานไทย 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูก AI ทดแทน สูงอันดับ 3 อาเซียน ขณะที่ SPC ย้ำคนทำงานยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น แต่ต้องเข้าใจธุรกิจและลูกค้า พร้อมเร่งอัปสกิลรับมือโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป

SHORT CUT

  • AI กระทบตลาดแรงงานไทย TDRI ประเมินแรงงานไทย 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูก AI ทดแทน สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่
  • ใช้ AI เป็นอย่างเดียวยังไม่พอ SPC ชี้คนทำงานยุคใหม่ต้องเข้าใจธุรกิจ ตลาด และความต้องการของลูกค้า พร้อมมีทักษะคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ
  • เร่งพัฒนาทักษะรับโลกการทำงานใหม่ ภาครัฐและองค์กรควรสนับสนุนการ Upskill และ Reskill เพื่อเพิ่มโอกาสให้แรงงานปรับตัวและเติบโตในยุค AI

AI เขย่าตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่เสี่ยงเตะฝุ่น หลัง TDRI ชี้แรงงานไทย 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูก AI ทดแทน สูงอันดับ 3 อาเซียน ขณะที่ SPC ย้ำคนทำงานยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น แต่ต้องเข้าใจธุรกิจและลูกค้า พร้อมเร่งอัปสกิลรับมือโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การผลิตคอนเทนต์ ไปจนถึงการทำงานซ้ำ ๆ ในหลายอาชีพ ขณะที่แรงงานไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่ กำลังเผชิญความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดงาน เมื่อ AI เข้ามาทำงานบางส่วนแทนมนุษย์มากขึ้น ผลประเมินของทีดีอาร์ไอชี้ว่า แรงงานไทยราว 2.2 ล้านคนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการถูก AI ทดแทน สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน สะท้อนความจำเป็นที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งเตรียมความพร้อมให้แรงงานรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า จากการสำรวจประกาศรับสมัครงานออนไลน์ พบว่าสัดส่วนประกาศที่ระบุทักษะด้าน AI เพิ่มขึ้น 3.9 เท่า เมื่อเปรียบเทียบไตรมาส 2 ปี 2567 กับไตรมาส 2 ปี 2569 โดยทักษะดังกล่าวเป็นที่ต้องการในหลายอาชีพ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสายเทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น

ขณะเดียวกัน AI เริ่มเข้ามาทดแทนงานบางส่วนแล้ว โดยกลุ่มอาชีพที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ เสมียนสำนักงาน พนักงานคีย์ข้อมูล นักบัญชี นักแปล และนักการตลาด รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น วงการโฆษณา ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยตั้งแต่การผลิตเสียง การสร้างภาพ ไปจนถึงการตัดต่อ

 

หนึ่งในกลุ่มที่เริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนคือ First Jobber หรือคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นบางประเภทสามารถนำ AI มาใช้ทดแทนได้ ทำให้คนจบใหม่ต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น และอาจมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานลดลง

ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่า แรงงานไทยราว 2.2 ล้านคนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการถูก AI ทดแทน คิดเป็นสัดส่วนสูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ โดยความท้าทายสำคัญอยู่ที่งานซึ่งมีความเสี่ยงถูกทดแทนจำนวนหนึ่งเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและมีโอกาสเติบโตในสายงานสูง ขณะที่งานซึ่ง AI ยังทดแทนได้ยาก เช่น งานช่าง งานด้านเวลเนส และงานดูแลผู้สูงอายุ กลับมีรายได้ไม่สูงนัก

 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้แรงงานใช้ AI เป็น แต่ต้องช่วยให้สามารถพัฒนาทักษะและปรับตัวเข้ากับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป โดยภาครัฐควรสนับสนุนให้ธุรกิจนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการออกแบบงานและเส้นทางอาชีพใหม่สำหรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาทักษะ (Upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อเปลี่ยนสายงาน (Reskill) ทั้งสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความสามารถในอาชีพเดิมและผู้ที่ต้องการเริ่มต้นอาชีพใหม่แต่ขาดทรัพยากรสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ AI สามารถช่วยทำงานได้หลากหลายและรวดเร็วขึ้น การเรียนรู้เครื่องมือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับคนทำงานยุคใหม่ เพราะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดยังต้องอาศัยความเข้าใจธุรกิจ ตลาด และความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานแตกต่างจากการพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

AI เก่งแค่ไหน คนต้องเข้าใจธุรกิจ สหพัฒนพิบูลชี้ทักษะผู้ประกอบการ กุญแจสู่โลกยุคใหม่

นายเวทิต โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า การเข้ามาของ AI เปิดโอกาสให้องค์กรพัฒนารูปแบบการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน บุคลากรจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งช่วยให้มองเห็นโอกาส เข้าใจบริบทของธุรกิจ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริง

AI ทำเด็กจบใหม่เตะฝุ่น 2.2 ล้านคน เสี่ยงตกงาน สูงอันดับ 3 ของอาเซียน

แม้ AI จะช่วยประมวลผลข้อมูลและเสนอทางเลือกได้อย่างรวดเร็ว แต่การนำข้อมูลไปใช้ยังต้องอาศัยความรู้พื้นฐานและวิจารณญาณของคนทำงาน ตั้งแต่การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การประเมินข้อเสนอแนะ ไปจนถึงการพิจารณาว่าแนวทางใดเหมาะสมกับสถานการณ์จริง เพราะการตัดสินใจทางธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเข้าใจตลาด ความต้องการของลูกค้า และปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการผสานจุดแข็งของบุคลากรต่างรุ่นเข้าด้วยกัน โดยคนรุ่นใหญ่มีประสบการณ์และความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่คนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล การเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้ร่วมกัน จึงช่วยให้บุคลากรนำประสบการณ์ที่แตกต่างมาต่อยอดการทำงาน และเพิ่มมุมมองในการแก้ปัญหาได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สำหรับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร การสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้จากการใช้งานจริงถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการทำให้บุคลากรมองเห็นว่า AI สามารถสนับสนุนงานแต่ละด้านได้อย่างไร รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI Agent เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานและการประสานงานภายในแผนก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้บุคลากรหันไปให้ความสำคัญกับงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจ และการตัดสินใจมากขึ้น

การเตรียมความพร้อมของบุคลากรในยุค AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเรียนรู้เครื่องมือใหม่ แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างพื้นฐานความรู้ที่แข็งแกร่ง การพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยงประสบการณ์เข้ากับความสามารถของเทคโนโลยี เพื่อให้คนทำงานสามารถใช้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้อย่างแท้จริง

สำหรับองค์กร การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและการทำงานร่วมกันของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน เป็นส่วนสำคัญในการเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ เพราะเมื่อความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม ย่อมช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ในวันที่ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ความท้าทายของคนจบใหม่ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพัฒนาทักษะให้พร้อมสำหรับงานรูปแบบใหม่ ทั้งการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ การคิดวิเคราะห์ การเข้าใจธุรกิจ และการมองเห็นความต้องการของลูกค้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีอาจช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่คนที่เข้าใจว่าจะนำความสามารถเหล่านั้นไปสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้อย่างไร ยังคงเป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานยุคใหม่

related