
SHORT CUT
แฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่ซุปเปอร์มาร์เก็ตลามกว่า 10 ประเทศ ทำอุณหภูมิพุ่งจนอาหารเน่าเสียมหาศาล ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นสงคราม Hybrid Warfare มุ่งทำลายห่วงโซ่อาหาร
วิกฤตการณ์โจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านอาหารกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดแฮกเกอร์เจาะระบบปฏิบัติการและอุปกรณ์ IoT เพื่อสั่งการให้ตู้เย็นและตู้แช่แข็งในซุปเปอร์มาร์เก็ตปรับอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างกะทันหัน บางแห่งพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส จนเกิดเหตุเพลิงไหม้และทำให้อาหารสดเน่าเสียต้องทิ้งทำลาย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านยูโร
จากการรวบรวมสถานการณ์ทั่วโลกพบว่า การโจมตีได้ขยายวงกว้างไปอย่างน้อย 10 ประเทศ เริ่มตั้งแต่ระลอกแรกเมื่อเดือนตุลาคมใน ฝรั่งเศส ที่สร้างความเสียหายแก่ห้างค้าปลีกกว่า 400 สาขา (เช่น Carrefour, Intermarché และ Coopérative U)
ปัญหายังลุกลามไปถึงประเด็นความมั่นคง เมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) กำลังสืบสวนร่วมกับทางการฝรั่งเศสว่า เหตุระบบทำความเย็นใน ฐานทัพทหารสหรัฐฯ หลายแห่งเกิดขัดข้องอย่างปริศนาเมื่อเดือนสิงหาคมมีส่วนเชื่อมโยงกันหรือไม่
ซึ่งหากเชื่อมโยงกันจริง จะเท่ากับว่าฐานทัพสหรัฐฯ คือเป้าหมายแรกที่ถูกใช้เป็นสนามทดลอง ก่อนที่แฮกเกอร์จะขยายผลโจมตีซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรปในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน
ก่อนที่ล่าสุดจะเกิดการโจมตีระลอกที่สองซึ่งแพร่กระจายไปอย่างน้อย 8 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, สวีเดน, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, เอสโตเนีย และ ฟินแลนด์ ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Ahold Delhaize, Colruyt (SPAR), ICA, Coop, SuperValu, Kesko (K-stores) และ IKEA โดยบางสาขาในเบลเยียมสูญเสียสินค้าไปถึง 1 แสนยูโร (ราว 3.7 ล้านบาท) ภายในคืนเดียว
ความน่าสนใจในเชิงลึกด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ของเหตุการณ์นี้ คือการใช้จุดอ่อนที่คาดไม่ถึง แฮกเกอร์และบอท AI ได้สแกนหาตัวควบคุมระบบทำความเย็นของบริษัท Danfoss และ Sabcobel ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยตรง
ซึ่งหลายเครื่องยังใช้รหัสผ่านพื้นฐานจากโรงงาน (ใช้ชื่อผู้ใช้ "admin" และใช้วันที่ปัจจุบันเป็นรหัสผ่าน) รวมถึงการเจาะผ่านเครือข่าย 4G รุ่นเก่า และระบบของผู้รับเหมาดูแลระบบเพียงรายเดียวเพื่อควบคุมตู้แช่ของลูกค้าหลายแบรนด์พร้อมกัน
โดยแฮกเกอร์จะสั่งการจากระยะไกลให้คอยล์เย็นเข้าสู่ 'โหมดละลายน้ำแข็ง' (Defrost mode) ค้างไว้ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง ความท้าทายสำคัญคืออุปกรณ์ที่ถูกโจมตีหลายรุ่นเป็นระบบเก่าที่ไม่รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านออนไลน์
ทำให้ช่างต้องลงพื้นที่ไปดัดแปลงฮาร์ดแวร์และตัดการเชื่อมต่อจากอินเทอร์เน็ตโดยตรง ซึ่งสาขาที่โดนโจมตีในระลอกล่าสุดนี้คือกลุ่มที่ยังอยู่ในคิวรอช่างเข้าไปแก้ไขราว 10% สุดท้ายที่ตกค้างมาจากเหตุการณ์เดือนตุลาคม
ขณะนี้อัยการสูงสุดของเบลเยียมและกรุงปารีสได้เปิดการสืบสวนคดีนี้อย่างเป็นทางการ โดยมีศูนย์ความปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (UK NCSC) และพันธมิตรยุโรปร่วมแกะรอย
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและคณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่า เหตุการณ์นี้เข้าข่าย 'สงครามพันทาง' (Hybrid Warfare) โดยเป็นการมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่ใกล้ตัวประชาชน เพื่อปั่นป่วนเศรษฐกิจ สร้างความหวาดระแวงในความปลอดภัยของอาหาร และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
ที่น่ากังวลที่สุดคือ การเจาะผ่านแผงควบคุม IoT ที่ไม่มีระบบเก็บประวัติการเข้าใช้งาน (Log) ที่ดีพอ ทำให้เกิดความคลุมเครือที่ระบุตัวตนไม่ได้และแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของใคร
สมรภูมิรบในยุคปัจจุบันได้ขยับเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน การที่ระบบทำความเย็นธรรมดาถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธทำลายล้างทางเศรษฐกิจ คือสัญญาณเตือนภัยถึงทุกองค์กรทั่วโลกว่า 'ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการปกป้องข้อมูลในหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป'
อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบทำความเย็นเป็นอาวุธไม่ใช่เรื่องใหม่ รายงานระบุว่าเมื่อปี 2022 เคยเกิดเหตุเจาะระบบควบคุม Danfoss ในรัสเซียและอิสราเอล รวมถึงกรณีแฮกโรงงานเนื้อสัตว์ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 ที่ทำลายเนื้อสัตว์ไปเกือบ 1 ตัน ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มอาชญากรไซเบอร์ได้ซุ่มพัฒนาเทคนิคเจาะระบบอุตสาหกรรมอาหารมาอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : REUTERS, BBC, The Guardian