ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

เตือนภัยไซเบอร์! ยุโรป-ญี่ปุ่นโดนหนัก แฮกเกอร์ป่วนระบบตู้แช่ ปิดประตูคลังเลือด เจาะธนาคารฝรั่งเศส และทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหลนับล้าน

SHORT CUT

  • แฮกเกอร์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานในยุโรป โดยเจาะระบบควบคุมอุณหภูมิตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายประเทศ และคลังเก็บผลิตภัณฑ์เลือดในฝรั่งเศส
  • ญี่ปุ่นเผชิญเหตุข้อมูลลูกค้ารั่วไหลครั้งใหญ่จากหลายบริษัท อาทิ MUJI และ Bic Camera รวมหลายสิบล้านรายการ ขณะที่ธนาคารในฝรั่งเศสก็ถูกโจมตีเช่นกัน
  • การโจมตีมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้ช่องโหว่ของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (IoT) ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามที่ขยายวงกว้างขึ้น

เตือนภัยไซเบอร์! ยุโรป-ญี่ปุ่นโดนหนัก แฮกเกอร์ป่วนระบบตู้แช่ ปิดประตูคลังเลือด เจาะธนาคารฝรั่งเศส และทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหลนับล้าน

ยุโรปเผชิญการโจมตีไซเบอร์ระลอกใหม่ แฮกเกอร์เจาะระบบควบคุมตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายประเทศ ลามคลังเก็บผลิตภัณฑ์เลือดในฝรั่งเศส รวมถึง ธนาคารที่ถูกโจมตีไล่เล่ยกัน ด้านญี่ปุ่นพบข้อมูลลูกค้าหลายสิบล้านรายการอาจรั่วไหล นักวิเคราะห์เตือนช่องโหว่อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกำลังเปิดทางให้ภัยไซเบอร์กระทบทั้งข้อมูลส่วนบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญสถานการณ์โจมตีทางไซเบอร์ต่อเนื่อง โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบคอมพิวเตอร์หรือฐานข้อมูลลูกค้า แต่ขยายไปถึงระบบควบคุมอุปกรณ์ทางกายภาพที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันและบริการสาธารณะ

หนึ่งในนั้น คือ หน่วยบริการโลหิตแห่งชาติของฝรั่งเศส (EFS) ที่เปิดเผยว่า ตกเป็นเป้าการโจมตีทางไซเบอร์ เมื่อกลางดึกวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยแฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าถึงระบบควบคุมอุณหภูมิของห้องเก็บผลิตภัณฑ์เลือดในคลังจัดเก็บ 3 แห่ง และปรับระดับอุณหภูมิ รวมถึงระบบละลายน้ำแข็งให้สูงขึ้นอย่างผิดปกติ

ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

อย่างไรก็ตาม ระบบแจ้งเตือนสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ทันเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์และย้ายผลิตภัณฑ์เลือด เช่น พลาสมาสำหรับการถ่ายเลือดและการผลิตยา ไปยังสถานที่จัดเก็บแห่งอื่นได้ทันก่อนเกิดความเสียหาย โดยไม่เสียผลิตภัณฑ์เลือดหรือส่งผลกระทบใด ๆ ต่อผู้ป่วย

EFS ระบุว่า ระบบที่ถูกโจมตีเป็นของผู้รับเหมาที่ให้บริการด้านระบบทำความเย็น ไม่ใช่การโจมตีระบบของหน่วยงานโดยตรง ขณะที่สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติฝรั่งเศสและกระทรวงสาธารณสุขกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ พร้อมเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอุปกรณ์ทั้งหมด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังซูเปอร์มาร์เก็ตในหลายประเทศยุโรป ถูกโจมตีในลักษณะคล้ายกัน เมื่อวันจันทร์ โดยแฮกเกอร์เข้าควบคุมระบบทำความเย็นจากระยะไกล ก่อนปรับอุณหภูมิตู้เย็นและตู้แช่แข็งให้สูงขึ้น บางแห่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ส่งผลให้อาหารสดและสินค้าแช่แข็งเสียหาย ต้องนำไปทิ้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายล้านยูโร

ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

ประเทศที่มีรายงานเหตุโจมตี ได้แก่ เบลเยียม เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน อิตาลี และโปรตุเกส โดยมีร้านค้าปลีกหลายเครือได้รับผลกระทบ อาทิ Carrefour, Delhaize, IKEA, Coop และ ICA

ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการโจมตีระลอกล่าสุด หลังซูเปอร์มาร์เก็ตในฝรั่งเศสถูกโจมตีระบบทำความเย็นมาแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม โดยร้านค้า 700 แห่งได้รับผลกระทบ และบางแห่งต้องทิ้งสินค้าเป็นจำนวนมาก

ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุตู้แช่เย็นร้านค้าสวัสดิการในฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 6 แห่ง ทำงานผิดปกติ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอนกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์หรือไม่

ธนาคารฝรั่งเศสถูกโจมตีไซเบอร์ - ยันลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากระบบทำความเย็นและคลังเก็บเลือดแล้ว ยังพบเหตุโจมตีไซเบอร์ธนาคาร Crédit Mutuel Arkéa ของฝรั่งเศส ที่เปิดเผยว่า ธนาคารกำลังดำเนินการติดตามเงินที่ถูกขโมยไปผ่านธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกง โดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ พร้อมยืนยันว่าเงินของลูกค้ายังคงปลอดภัย

ธนาคารซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในแคว้นเบรอตาญทางตะวันตกของฝรั่งเศส  เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนว่า ทีมงานตรวจพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว พร้อมระงับธุรกรรมบางประเภทเป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการเคลื่อนย้ายเงินที่ผิดปกติเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าลูกค้าจะไม่ได้รับความเสียหายทางการเงิน

ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

Crédit Mutuel Arkéa ระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากการโจมตีต่ำกว่าตัวเลข 133 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,450 ล้านบาท) ที่ CoinDesk รายงานก่อนหน้านี้ โดยยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายที่แท้จริง พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของกลุ่มธนาคาร

สำนักข่าว AFP รายงานว่า เงินที่ถูกขโมยไปนั้นถูกโอนผ่านบัญชีต่าง ๆ หลายบัญชีบนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้อธิบายว่าการโจมตีเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

แม้การเจาะระบบสถาบันการเงินขนาดใหญ่จนประสบความสำเร็จจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินก็ได้เพิ่มความเข้มงวดในการเตือนภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ปัจจุบัน Credit Mutuel Arkea มีฐานลูกค้าจำนวน 5.8 ล้านราย และมีสินทรัพย์มูลค่า 2.38 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8 ล้านล้านบาท) ถือเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่แห่งหนึ่งของฝรั่งเศส แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าสถาบันการเงินอย่าง BNP Paribas และ Societe Generale อย่างเห็นได้ชัดก็ตาม

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่า 6,300 ล้านดอลลาร์ (กว่า 2 แสนล้านบาท) จากแพลตฟอร์ม Binance เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

ญี่ปุ่นเผชิญข้อมูลรั่วไหลวงกว้าง MUJI-ค้าปลีก-สายการบินได้รับผลกระทบ

ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหลจากการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตหลายกรณี โดยบริษัท Ryohin Keikaku ผู้ดำเนินธุรกิจ MUJI เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนว่า ข้อมูลลูกค้าสูงสุดประมาณ 27.26 ล้านรายการจากแอปพลิเคชัน MUJI App และร้านค้าออนไลน์ อาจถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งรวมถึงอีเมล วันเกิด เพศ และข้อมูลสมาชิก

นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลบางส่วนอาจมีชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ รวมถึงข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะฐานข้อมูลสมาชิก MUJI Card ซึ่งมีข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตเต็มจำนวนของบัตรที่ยังใช้งานได้ประมาณ 345,000 รายการ อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่าได้ปิดกั้นการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตแล้ว และยังไม่พบหลักฐานว่าข้อมูลถูกนำไปเผยแพร่หรือใช้ก่อความเสียหาย

ด้าน Bic Camera ผู้ค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ข้อมูลลูกค้าประมาณ 14.9 ล้านรายการอาจรั่วไหลจากระบบของบริษัทผู้รับเหมาที่ให้บริการจัดส่งอีเมล โดยข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรวมถึงอีเมลของลูกค้า แต่ไม่มีข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลเข้าสู่ระบบซื้อสินค้าออนไลน์

นอกจากนี้ Nomura Investor Relations ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Nomura Holdings ยังตรวจพบการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน เช่น ชื่อและอีเมลของผู้ใช้งานอาจรั่วไหล ขณะที่สายการบิน Airdo ที่มีฐานอยู่ในจังหวัดซับโปโรและสายการบิน Solaseed Air บนเกาะคิวชู รวมถึงบริษัท Workman ผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำหรับการทำงาน ก็รายงานเหตุข้อมูลอีเมลรั่วไหลรวมหลายล้านรายการจากระบบของผู้ให้บริการจัดส่งอีเมลรายเดียวกัน

 

จับตาภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ กระทบทั้งข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มองว่า การโจมตีระบบทำความเย็นอาจอาศัยช่องโหว่พื้นฐานของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งการเปิดระบบให้เข้าถึงจากภายนอก การใช้รหัสผ่านเริ่มต้น และการไม่อัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขช่องโหว่

‘ลอเรนส์ ซิงเกียร์’ (Laurens Singier) นักวิจัยด้านการเจาะระบบอย่างมีจริยธรรมจาก Cyber 3 Lab ในเบลเยียม ระบุว่า จุดอ่อนสำคัญคือการนำอุปกรณ์ควบคุมไปเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก พร้อมเตือนว่า AI อาจทำให้ผู้ที่มีทักษะไม่สูงสามารถโจมตีระบบได้ง่ายขึ้น

ยุโรป-ญี่ปุ่น โดนแฮกเกอร์เจาะระบบตู้แช่-ธนาคาร-คลังเลือด ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

ขณะที่ ‘เรฟ พิลลิง’ (Rafe Pilling) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข่าวกรองภัยคุกคามของ Sophos มองว่า ผู้ก่อเหตุอาจเป็นกลุ่มที่มีรัฐสนับสนุน ซึ่งต้องการแสดงศักยภาพในการโจมตี หรือแฮกเกอร์ที่ลงมือเพียงลำพัง แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันตัวผู้โจมตีหรือแรงจูงใจ

ทั้งนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่าเหตุโจมตีครั้งล่าสุดใช้ AI หรือมีรัฐใดอยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นยังสร้างความกังวลว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Attacks ซึ่งใช้วิธีการทางไซเบอร์ควบคู่กับการสร้างความปั่นป่วนหรือบ่อนทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในยุโรปหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเมื่อปี 2565 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ารัฐใดอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีครั้งนี้

ด้านสหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ฝีมือของแฮกเกอร์ที่ทำงานเพียงลำพัง (Lone-wolf Hacker) พร้อมเร่งประสานงานกับหน่วยงานระดับชาติ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ร่วมกันต่อไป