
SHORT CUT
เตือนภัยไซเบอร์! ยุโรป-ญี่ปุ่นโดนหนัก แฮกเกอร์ป่วนระบบตู้แช่ ปิดประตูคลังเลือด เจาะธนาคารฝรั่งเศส และทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหลนับล้าน
ยุโรปเผชิญการโจมตีไซเบอร์ระลอกใหม่ แฮกเกอร์เจาะระบบควบคุมตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายประเทศ ลามคลังเก็บผลิตภัณฑ์เลือดในฝรั่งเศส รวมถึง ธนาคารที่ถูกโจมตีไล่เล่ยกัน ด้านญี่ปุ่นพบข้อมูลลูกค้าหลายสิบล้านรายการอาจรั่วไหล นักวิเคราะห์เตือนช่องโหว่อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกำลังเปิดทางให้ภัยไซเบอร์กระทบทั้งข้อมูลส่วนบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญสถานการณ์โจมตีทางไซเบอร์ต่อเนื่อง โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบคอมพิวเตอร์หรือฐานข้อมูลลูกค้า แต่ขยายไปถึงระบบควบคุมอุปกรณ์ทางกายภาพที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันและบริการสาธารณะ
หนึ่งในนั้น คือ หน่วยบริการโลหิตแห่งชาติของฝรั่งเศส (EFS) ที่เปิดเผยว่า ตกเป็นเป้าการโจมตีทางไซเบอร์ เมื่อกลางดึกวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยแฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าถึงระบบควบคุมอุณหภูมิของห้องเก็บผลิตภัณฑ์เลือดในคลังจัดเก็บ 3 แห่ง และปรับระดับอุณหภูมิ รวมถึงระบบละลายน้ำแข็งให้สูงขึ้นอย่างผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม ระบบแจ้งเตือนสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ทันเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์และย้ายผลิตภัณฑ์เลือด เช่น พลาสมาสำหรับการถ่ายเลือดและการผลิตยา ไปยังสถานที่จัดเก็บแห่งอื่นได้ทันก่อนเกิดความเสียหาย โดยไม่เสียผลิตภัณฑ์เลือดหรือส่งผลกระทบใด ๆ ต่อผู้ป่วย
EFS ระบุว่า ระบบที่ถูกโจมตีเป็นของผู้รับเหมาที่ให้บริการด้านระบบทำความเย็น ไม่ใช่การโจมตีระบบของหน่วยงานโดยตรง ขณะที่สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติฝรั่งเศสและกระทรวงสาธารณสุขกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ พร้อมเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอุปกรณ์ทั้งหมด
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังซูเปอร์มาร์เก็ตในหลายประเทศยุโรป ถูกโจมตีในลักษณะคล้ายกัน เมื่อวันจันทร์ โดยแฮกเกอร์เข้าควบคุมระบบทำความเย็นจากระยะไกล ก่อนปรับอุณหภูมิตู้เย็นและตู้แช่แข็งให้สูงขึ้น บางแห่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ส่งผลให้อาหารสดและสินค้าแช่แข็งเสียหาย ต้องนำไปทิ้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายล้านยูโร
ประเทศที่มีรายงานเหตุโจมตี ได้แก่ เบลเยียม เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน อิตาลี และโปรตุเกส โดยมีร้านค้าปลีกหลายเครือได้รับผลกระทบ อาทิ Carrefour, Delhaize, IKEA, Coop และ ICA
เหตุการณ์นี้ถือเป็นการโจมตีระลอกล่าสุด หลังซูเปอร์มาร์เก็ตในฝรั่งเศสถูกโจมตีระบบทำความเย็นมาแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม โดยร้านค้า 700 แห่งได้รับผลกระทบ และบางแห่งต้องทิ้งสินค้าเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุตู้แช่เย็นร้านค้าสวัสดิการในฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 6 แห่ง ทำงานผิดปกติ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอนกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์หรือไม่
นอกจากระบบทำความเย็นและคลังเก็บเลือดแล้ว ยังพบเหตุโจมตีไซเบอร์ธนาคาร Crédit Mutuel Arkéa ของฝรั่งเศส ที่เปิดเผยว่า ธนาคารกำลังดำเนินการติดตามเงินที่ถูกขโมยไปผ่านธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกง โดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ พร้อมยืนยันว่าเงินของลูกค้ายังคงปลอดภัย
ธนาคารซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในแคว้นเบรอตาญทางตะวันตกของฝรั่งเศส เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนว่า ทีมงานตรวจพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว พร้อมระงับธุรกรรมบางประเภทเป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการเคลื่อนย้ายเงินที่ผิดปกติเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าลูกค้าจะไม่ได้รับความเสียหายทางการเงิน
Crédit Mutuel Arkéa ระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากการโจมตีต่ำกว่าตัวเลข 133 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,450 ล้านบาท) ที่ CoinDesk รายงานก่อนหน้านี้ โดยยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายที่แท้จริง พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของกลุ่มธนาคาร
สำนักข่าว AFP รายงานว่า เงินที่ถูกขโมยไปนั้นถูกโอนผ่านบัญชีต่าง ๆ หลายบัญชีบนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้อธิบายว่าการโจมตีเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
แม้การเจาะระบบสถาบันการเงินขนาดใหญ่จนประสบความสำเร็จจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินก็ได้เพิ่มความเข้มงวดในการเตือนภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัจจุบัน Credit Mutuel Arkea มีฐานลูกค้าจำนวน 5.8 ล้านราย และมีสินทรัพย์มูลค่า 2.38 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8 ล้านล้านบาท) ถือเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่แห่งหนึ่งของฝรั่งเศส แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าสถาบันการเงินอย่าง BNP Paribas และ Societe Generale อย่างเห็นได้ชัดก็ตาม
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่า 6,300 ล้านดอลลาร์ (กว่า 2 แสนล้านบาท) จากแพลตฟอร์ม Binance เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหลจากการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตหลายกรณี โดยบริษัท Ryohin Keikaku ผู้ดำเนินธุรกิจ MUJI เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนว่า ข้อมูลลูกค้าสูงสุดประมาณ 27.26 ล้านรายการจากแอปพลิเคชัน MUJI App และร้านค้าออนไลน์ อาจถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งรวมถึงอีเมล วันเกิด เพศ และข้อมูลสมาชิก
นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลบางส่วนอาจมีชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ รวมถึงข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะฐานข้อมูลสมาชิก MUJI Card ซึ่งมีข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตเต็มจำนวนของบัตรที่ยังใช้งานได้ประมาณ 345,000 รายการ อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่าได้ปิดกั้นการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตแล้ว และยังไม่พบหลักฐานว่าข้อมูลถูกนำไปเผยแพร่หรือใช้ก่อความเสียหาย
ด้าน Bic Camera ผู้ค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ข้อมูลลูกค้าประมาณ 14.9 ล้านรายการอาจรั่วไหลจากระบบของบริษัทผู้รับเหมาที่ให้บริการจัดส่งอีเมล โดยข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรวมถึงอีเมลของลูกค้า แต่ไม่มีข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลเข้าสู่ระบบซื้อสินค้าออนไลน์
นอกจากนี้ Nomura Investor Relations ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Nomura Holdings ยังตรวจพบการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน เช่น ชื่อและอีเมลของผู้ใช้งานอาจรั่วไหล ขณะที่สายการบิน Airdo ที่มีฐานอยู่ในจังหวัดซับโปโรและสายการบิน Solaseed Air บนเกาะคิวชู รวมถึงบริษัท Workman ผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำหรับการทำงาน ก็รายงานเหตุข้อมูลอีเมลรั่วไหลรวมหลายล้านรายการจากระบบของผู้ให้บริการจัดส่งอีเมลรายเดียวกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มองว่า การโจมตีระบบทำความเย็นอาจอาศัยช่องโหว่พื้นฐานของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งการเปิดระบบให้เข้าถึงจากภายนอก การใช้รหัสผ่านเริ่มต้น และการไม่อัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขช่องโหว่
‘ลอเรนส์ ซิงเกียร์’ (Laurens Singier) นักวิจัยด้านการเจาะระบบอย่างมีจริยธรรมจาก Cyber 3 Lab ในเบลเยียม ระบุว่า จุดอ่อนสำคัญคือการนำอุปกรณ์ควบคุมไปเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก พร้อมเตือนว่า AI อาจทำให้ผู้ที่มีทักษะไม่สูงสามารถโจมตีระบบได้ง่ายขึ้น
ขณะที่ ‘เรฟ พิลลิง’ (Rafe Pilling) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข่าวกรองภัยคุกคามของ Sophos มองว่า ผู้ก่อเหตุอาจเป็นกลุ่มที่มีรัฐสนับสนุน ซึ่งต้องการแสดงศักยภาพในการโจมตี หรือแฮกเกอร์ที่ลงมือเพียงลำพัง แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันตัวผู้โจมตีหรือแรงจูงใจ
ทั้งนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่าเหตุโจมตีครั้งล่าสุดใช้ AI หรือมีรัฐใดอยู่เบื้องหลัง
ขณะเดียวกัน เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นยังสร้างความกังวลว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Attacks ซึ่งใช้วิธีการทางไซเบอร์ควบคู่กับการสร้างความปั่นป่วนหรือบ่อนทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในยุโรปหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเมื่อปี 2565 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ารัฐใดอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีครั้งนี้
ด้านสหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ฝีมือของแฮกเกอร์ที่ทำงานเพียงลำพัง (Lone-wolf Hacker) พร้อมเร่งประสานงานกับหน่วยงานระดับชาติ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ร่วมกันต่อไป