
SHORT CUT
ธนาคารกรุงศรีฯ เปิดมุมมอง AI แย่งงานเด็กจบใหม่จริงไหม? ชี้ 5 ทักษะต้องมีเพื่อเอาตัวรอดในโลกการทำงานยุคใหม่ พร้อมเตือนธุรกิจลงทุน AI ผิดทาง เสี่ยงต้นทุนบาน กำไรหด
การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว หลายอาชีพเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยทำงาน ตั้งแต่การเขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการสร้างเนื้อหาและจัดการกระบวนการต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญว่า AI กำลังเข้ามาแย่งงานมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานจริงหรือไม่ และคนรุ่นใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจที่เร่งลงทุน AI ก็ต้องเผชิญอีกโจทย์สำคัญว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยเพิ่มกำไรได้จริง หรืออาจกลายเป็นภาระต้นทุนที่ทำให้ผลประกอบการลดลง
AI แย่งงานเด็กจบใหม่จริงหรือไม่? ไม่ได้ตกงานทั้งหมด แต่คนมีทักษะไม่ทันโลกเสี่ยงเสียเปรียบ
โดย นายพชร วันรัตน์เศรษฐ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ นางสาวสายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเรื่องนี้งาน งาน Krungsri Tech Day 2026: Simplifying Life, Shifting Business with AI ที่จัดโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ไปเมื่อเร็วๆนี้ว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า AI จะทำให้เด็กจบใหม่ตกงานทั้งหมด หรือจะมีคนตกงานเป็นจำนวนหลายล้านคนตามกระแสข่าว เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับทักษะ (Skill) และความสามารถของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสายงานเทคโนโลยี โดยเฉพาะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developer) ซึ่งปัจจุบัน AI มีความสามารถช่วยเขียนโค้ดได้ ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไป คนที่มีทักษะเพียงการเขียนโค้ดตามคำสั่ง แต่ไม่เข้าใจบริบทธุรกิจ ไม่สามารถวิเคราะห์โจทย์หรือเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับการแก้ปัญหาขององค์กร อาจมีความเสี่ยงที่จะถูก AI เข้ามาช่วยทำงานหรือทดแทนงานบางส่วนมากขึ้น
ในทางกลับกัน บุคลากรที่มีความเข้าใจธุรกิจ (Business Understanding) สามารถสื่อสารกับคนในสายงานอื่น และนำความรู้ด้านเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาได้จริง จะยังเป็นกลุ่มที่องค์กรต้องการ เพราะแม้ AI จะช่วยทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่การเข้าใจปัญหา ตีโจทย์ให้ถูกต้อง และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม ยังคงเป็นทักษะสำคัญของมนุษย์
ขณะที่ผู้บริหารหญิง มองว่า ผลกระทบต่อตลาดแรงงานไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับทิศทางธุรกิจและการปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสม (Right Size & Right Shape) เมื่อธุรกิจเปลี่ยน ทักษะบางอย่างที่เคยจำเป็นอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ขององค์กร จึงต้องปรับขนาดและรูปแบบการทำงานให้ตอบโจทย์อนาคตมากขึ้น
นอกจากนี้ หลายองค์กรยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานเดิม (Re-skill) และปรับเปลี่ยนทักษะให้สอดคล้องกับการทำงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความรู้และเข้าใจธุรกิจอยู่แล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่องค์กรแห่งอนาคต (Future Organization) อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวส่งผลต่อทั้งพนักงานปัจจุบันและเด็กจบใหม่ เพราะตลาดแรงงานกำลังต้องการทักษะที่แตกต่างจากเดิม
เด็กจบใหม่ต้องปรับตัวอย่างไร? เปิด 5 ทักษะสำคัญที่ต้องมีในยุค AI
เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เด็กจบใหม่จึงมีความเสี่ยงถูกแย่งงานจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน สิ่งที่น่ากังวลคือคนที่มีเพียงทักษะทำงานตามคำสั่ง โดยไม่สามารถคิด วิเคราะห์ สื่อสาร หรือเข้าใจธุรกิจ อาจเสียเปรียบในการแข่งขันมากขึ้น
ดังนั้น การเตรียมตัวของคนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่การพยายามทำงานแข่งกับ AI แต่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของตัวเอง พร้อมพัฒนาทักษะที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยมี 5 เรื่องสำคัญที่ควรเร่งพัฒนา ได้แก่
1. ใช้ AI ให้เป็น ไม่ใช่กลัว AI
เด็กจบใหม่ควรเรียนรู้การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล เขียนโค้ด สรุปข้อมูล ค้นคว้า และสร้างแนวคิดใหม่ ๆ รวมถึงรู้จักตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ ไม่ใช่พึ่งพา AI ทุกอย่าง เพราะคนที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ จะมีเครื่องมือช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง
2. เข้าใจธุรกิจ ไม่ใช่เก่งแค่ทักษะเฉพาะทาง
การมีความรู้เฉพาะด้านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าสิ่งที่ทำมีเป้าหมายอะไร ช่วยแก้ปัญหาให้ธุรกิจอย่างไร และสร้างประโยชน์ให้ลูกค้าหรือองค์กรได้อย่างไร เพราะตลาดแรงงานต้องการคนที่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงทำงานตามคำสั่ง
3. พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา
แม้ AI จะสามารถประมวลผลและเสนอคำตอบได้อย่างรวดเร็ว แต่คนทำงานยังต้องมีความสามารถในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้อง และตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะปัญหาที่ต้องอาศัยความเข้าใจบริบทและเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละธุรกิจ
4. ฝึกทักษะการสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น
ทักษะการสื่อสารยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการทำงานจริงต้องอาศัยการประสานงาน การอธิบายแนวคิด การรับฟังความคิดเห็น และการทำความเข้าใจความต้องการของคนอื่น เด็กจบใหม่จึงควรฝึกทำงานร่วมกับคนต่างสายอาชีพ เพื่อเชื่อมโยงความรู้ของตัวเองเข้ากับการทำงานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. สร้างผลงานจริงให้มากกว่าความรู้ในใบปริญญา
นอกจากวุฒิการศึกษาแล้ว เด็กจบใหม่ควรมีผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานจริง เช่นการฝึกงาน ทำโครงการ ทดลองใช้ AI แก้ปัญหา หรือสร้าง Portfolio ที่แสดงกระบวนการคิดและผลลัพธ์ของงาน เพื่อให้นายจ้างเห็นว่าผู้สมัครไม่ได้มีเพียงความรู้ทางทฤษฎี แต่สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์ได้จริง
ธุรกิจแห่ลงทุน AI แต่กำไรอาจไม่เพิ่ม หากขาดรากฐาน ต้นทุนเสี่ยงบานปลาย
นอกจากผลกระทบต่อตลาดแรงงานแล้ว อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องจับตาคือการลงทุน AI ที่อาจไม่ได้สร้างผลตอบแทนอย่างที่คาดหวัง คุณตนมองว่า ปัญหาการลงทุน AI แล้วต้นทุนเพิ่มขึ้นจนกระทบกำไรมีโอกาสเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะองค์กรที่มุ่งเน้นการสร้างกรณีใช้งาน AI (Use Case) ให้ได้จำนวนมาก แต่ไม่ได้วางรากฐานระบบรองรับและกลไกควบคุมต้นทุนตั้งแต่ต้น
แนวทางการลงทุน AI ให้เกิดความคุ้มค่า จึงไม่ใช่การเร่งสร้าง Use Case ให้ได้มากที่สุด เช่น การตั้งเป้าพัฒนา 1,000–2,000 Use Cases แต่ต้องเริ่มจากการวางรากฐาน (Foundation) และสร้างแพลตฟอร์มที่เหมาะสม พร้อมออกแบบระบบให้สามารถนำส่วนประกอบต่าง ๆ กลับมาใช้งานร่วมกันได้ (Component Style by Design) รวมถึงมีแนวทางกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) และระบบบริหารจัดการต้นทุน (Cost Management) ตั้งแต่เริ่มต้น
ผู้บริหาร กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ขององค์กร การวางโครงสร้างและระบบควบคุมตั้งแต่แรกช่วยให้บริหารต้นทุน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่องค์กรที่เร่งขยายจำนวนโครงการโดยไม่มีแพลตฟอร์มรองรับหรือขาดระบบบริหารจัดการที่ดี อาจต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจกลับมาได้อย่างคุ้มค่า
กล่าวได้ว่า การลงทุน AI ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะมีกำไรเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หากลงทุนมากเกินไปโดยไม่รู้ว่าจะนำไปแก้ปัญหาอะไร หรือไม่สามารถวัดผลตอบแทนจากการลงทุนได้ ก็มีโอกาสทำให้ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้นและกดดันกำไรขององค์กรได้เช่นกัน
ยุค AI คนต้องปรับตัว ธุรกิจต้องลงทุนให้เป็น
ภาพรวมจากมุมมองผู้บริหารสะท้อนว่า AI ไม่ได้ทำให้เด็กจบใหม่ทุกคนตกงาน แต่กำลังเปลี่ยนคุณสมบัติของคนที่ตลาดแรงงานต้องการ คนที่มีเพียงทักษะทำงานซ้ำ ๆ หรือตามคำสั่งโดยไม่สามารถต่อยอดความรู้ มีโอกาสเสียเปรียบมากขึ้น ขณะที่คนที่ใช้ AI เป็น เข้าใจธุรกิจ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสื่อสารได้ดี ยังคงมีโอกาสสร้างคุณค่าให้กับองค์กร
ขณะที่ นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Krungsri Tech Day 2026 ว่า กรุงศรีเชื่อว่าคุณค่า
ของเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ที่ความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำมาใช้ได้จริงและเหมาะสม เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะ AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งการดำเนินชีวิต และวิธีการดำเนินธุรกิจ สิ่งสำคัญคือการนำ AI มาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลจริง ควบคู่กับการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลและองค์กร
ด้วยเหตุนี้ Krungsri Tech Day 2026 จึงเป็นเวทีที่รวบรวมความรู้ มุมมองใหม่ ประสบการณ์จริง และโซลูชันจากกรุงศรีและพันธมิตร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดในการทำงานและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างโอกาสใหม่และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน
สำหรับเด็กจบใหม่ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับ AI แต่ต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI และพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์ได้จริง ส่วนภาคธุรกิจเองก็ต้องเปลี่ยนจากการลงทุน AI เพื่อให้ทันกระแส มาเป็นการลงทุนที่มีเป้าหมาย วางรากฐาน และควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ เพราะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท คนที่ปรับตัวไม่ทันอาจเสียโอกาสในตลาดแรงงาน ขณะที่ธุรกิจที่ลงทุนโดยขาดแผนก็อาจต้องแบกรับต้นทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ