ข่าว บันเทิง

“ก้อย รัชวิน” เล่าประการณ์โตเกียวมาราธอนสุดหิน ไปไม่ถึงฝันเพราะเราคงอ่อนแอเกินไป!

หลังจากที่ “ก้อย รัชวิน” ได้ควง “ตูน บอดี้สแลม” บินลัดฟ้าไปยังแดนปลาดิบเพื่อร่วมแข่งขัน รายการ Tokyomarathon2019 และตั้งเป้าในการวิ่งครั้งนี้ไว้ที่ไม่ถึง 4 ชั่วโมงในระยะทาง 42.195 กิโลเมตร  แต่สุดท้ายแล้ว “สาวก้อย รัชวิน” ก็ไม่สามารถที่จะทำเป้าหมายที่ตั้งใว้ได้สำเร็จ เนื่องจากมีอุปสรรคมากมายในขณะวิ่ง ที่ทำให้สาวก้อยถึงกับหลั่งน้ำตาเลยทีเดียว

 

ล่าสุดสาวก้อย ก็ได้เล่าประสบการณ์สุดยาวเหยียดที่ได้เจอในการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ผ่านเป็นตัวหนังสือให้ชาวเน็ตได้อ่าน โดยหวังว่าข้อมูลที่โพสต์จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อยอีกด้วย

 

“ก้อย” หลั่งน้ำตา เจออุปสรรคโหดวิ่งโตเกียวมาราธอนกับ “ตูน บอดี้สแลม”[คลิป]

 

โดยสาวก้อยระบุข้อความผ่านทางเพจ Rachwin Journey ว่า

“เมื่อ 490 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้เกิดสงครามระหว่างกรีกและเปอร์เซีย Pheidippides (ฟิดิปปิเดซ) ทหารชาวกรีก ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ส่งสารจากสมรภูมิมาราธอนไปถึงกรุงเอเธนส์เพื่อแจ้งข่าวดีที่กรีกสามารถเอาชนะกองทัพเปอร์เซียได้สำเร็จ
เขาวิ่งโดยไม่หยุดพักเป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร และเมื่อถึงกรุงเอเธนส์
เขาก็ร้องตะโกนว่า “เราชนะแล้ว”
จากนั้นก็ล้มลงและเสียชีวิตในทันที

แปลกดี ที่ตำนาน “มาราธอน” เรื่องนี้วนอยู่ในหัวก้อยระหว่างการวิ่งในช่วง12 กิโลสุดท้าย และหลังจากที่วิ่งโตเกียวมาราธอนเสร็จ ก้อยก็ไม่ได้เปิดดูสถิติการวิ่งของตัวเองอีกเลย จนเวลาล่วงมา2วัน ระหว่างนั้นก็ได้แต่คิดทบทวนว่าอะไรคือข้อผิดพลาด
อะไรที่ทำให้เราถอดใจ
ทั้งๆที่ช่วง 30 กิโลแรก ทำเวลาไว้ค่อนข้างดี
มีลุ้นsub4แน่นอน

ก้อยสรุปกับตัวเองสั้นๆว่า
“เราคงอ่อนแอเกินไป”

จากสถิติใน Strava
21K แรก ก้อยวิ่งจบภายในเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที
30K ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 53 นาที
อีก 12K ที่เหลือ ก้อยต้องวิ่งประคองเพซ 5.3 ไปเรื่อยๆ ถึงจะจบ 3 ชั่วโมง 59 นาที ตาม target time ที่ตั้งใจไว้ว่าอยากจะจบมาราธอนครั้งที่สามนี้ ภายในเวลา 4 ชั่วโมง

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?

ย้อนกลับไปเช้าวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม
พยากรณ์บอกว่าฝนจะตกทั้งวัน
และอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 5 องศา
ก้อยมองลงมาจากหน้าต่างห้องพัก ซึ่งใกล้กับจุดปล่อยตัว เห็นนักวิ่งมาเข้าแถวฝากของ บ้างก็วิ่งวอร์มไปมากลางสายฝนอย่างคึกคัก ก้อยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
“นี่เราจะต้องวิ่งกลางสายฝนตลอดเหรอ??
คงไม่มั้งง…เดี๋ยวมันก็คงหยุด”
จากความคิดไปเองนี้ ทำให้ก้อยประเมินสภาพอากาศผิดไปและมีผลต่อการแต่งกายของตัวเอง แม้ว่าก้อยจะใส่เสื้อ4ชั้น แต่มันคือ4ชั้นบางๆที่ไม่สามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นได้เพียงพอ ( เสื้อยืดheattech 1 ตัว เสื้อแขนยาว 1 ตัว ทับด้วยผ้าร่มกันฝนบางๆ1ตัว และแจ๊กเก็ตกันลม 1 ตัว) ส่วนท่อนล่าง แค่กางแกงTight 1 ตัวถ้วน กับcompression รัดน่องไว้ข้างใน ในขณะที่พี่ตูนใส่ท่อนล่างถึง 3 ชั้น!!! ความคิดตอนนั้นคือ ก้อยเคยวิ่ง 0 องศาที่เกียวโตมาแล้วยังรอดมาได้ นี่ 5-6 องศา ก็น่าจะโอเคอยู่ ในความเป็นจริง ที่เกียวโตตอนนั้นถึงจะอุณหภูมิต่ำกว่า แต่มีแดดตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกหนาวเกินไป แถมก้อยยังใส่เสื้อกันหนาวผ้า Fleece(ผ้าพลีซ) แบบคอเต่าไว้ข้างในด้วย ในขณะที่โตเกียว มีเมฆปกคลุมตลอดเส้นทาง และฝนที่ดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด อากาศหนาวอย่างเดียวอาจจะพอไหว แต่พอต้องวิ่งตากฝน4ชม.กว่า ด้วยเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปียกชื้นนั้น มันคงไม่พอจริงๆ

เราผ่านจุดStart ไปหลังจากที่ปล่อยตัวนักวิ่งblock A ไปประมาณ 20 นาที (ก้อยกับพี่ตูนอยู่ Block J) และในช่วงครึ่งแรก คนเยอะมากกกกก เราพยายามวิ่งลัดเลาะผู้คนไปตามทางไม่ต่างกับวินมอเตอร์ไซด์ อากาศหนาวทำให้เราหยุดเข้าห้องน้ำ1ที แต่ก็ไม่ได้เสียเวลาในRaceเท่าไร ช่วงกิโลที่ 10 นิดๆ มีโอกาสได้เห็นนักวิ่งElite (นักวิ่งมืออาชีพ) วิ่งกลับตัวมาอีกฝั่ง เห็นของจริงมาวิ่งอยู่ใกล้ๆ เสียงเชียร์เสียงปรบมือกึกก้องสองข้างทาง ก้อยเองก็ตะโกนเชียร์พวกเค้าทั้งๆที่ตัวเองวิ่งอยู่ เห็นแล้วขนลุกซู่ โคตรมีพลัง!

ผ่านฮาล์ฟแรกไป บอกเลยว่าสนุกมากกกก ถึงแม้จะหนาวมากก็ตาม แต่แล้วอยู่ๆกิโลที่ 25 ก้อยรู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนอยากเข้าห้องน้ำ แต่ก็พยายามฝืนๆไว้ ได้คำตอบว่า เจลที่ก้อยทานไป กิโลที่10 และ 20 เป็นเจลที่ไม่เคยกินมาก่อน รสชาติไม่คุ้นเคยกับปากและท้องเลยซักนิด แต่ก็ต้องกินไม่งั้นจะไม่มีแรง จากที่ควรจะกินเพื่อเพิ่มพลังงาน กลายเป็นกระตุ้นให้เข้าห้องน้ำ เลยแวะเข้าที่กิโลที่ 25 ใช่ค่ะ ก้อยท้องเสีย! และนั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ หลังกิโลที่ 30

หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จ ก้อยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่สบายตัว จากเพซ5 ต้นๆ เริ่มช้าลงนิดนึงเป็น 5ปลายๆ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกม แต่แล้วจู่ๆลมมาจากไหนไม่รู้ ช่วงกิโลที่ 30 แถวกินซ่า อุณหภูมิลดลง อากาศหนาวขึ้น ความเย็นจากรองเท้าที่อมน้ำมาเกือบ3ชั่วโมงเริ่มค่อยๆเกาะกินมาที่ขาทั้ง2ข้าง เครื่องเริ่มหนืด ขาเริ่มแข็ง เร่งเครื่องเท่าไรก็ไม่ไป ตอนนั้นก้อยบอกตัวเองว่า

“ห้ามหยุดนะ! ถึงแม้เพซจะช้าลง แต่รอบขาต้องยังหมุนอยู่ ถ้าหยุด ก็ต้องรีบูธเครื่องใหม่นะ”

จู่ๆก็มีปิศาจอีกตัวโผล่ขึ้นมา

“หยุดเถอะ อากาศมันหนาวมาก ฝืนเร่งไปตอนนี้ก็ไม่ทันจบsub4หรอก”

ก้อยก้มดูนาฬิกา ตอนกิโลที่ 32 ตอนนั้น 3 ชั่วโมง 8 นาที เฮ้ย! 3 ชั่วโมง 8 นาที อีกแค่ 10 กิโลเอง คิดคำนวนเวลาเร็วๆแล้วสรุปเองว่า จากอาการที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทำ sub4 คงยากแระ แต่ยังพอมีลุ้นได้ New PB พอคิดได้ดังนี้ ปิศาจตัวอ่อนแอก็มาครอบงำในจิตใจทันที แล้วก้อยก็ตัดสินใจ “หยุดเดิน”

นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่พลาดที่สุดในมาราธอนครั้งนี้
เพราะทันทีที่เราอนุญาตให้ตัวเองหยุดได้ 1 ครั้ง
มันจะมีครั้งต่อไป…ตามมา

คราวนี้หยุดเป็นว่าเล่นเลยจ้า…

ยิ่งหยุดมากเท่าไร อากาศก็ยิ่งหนาวมากเท่านั้น
กลายเป็นว่าตอนนั้นเลิกคิดเรื่อง Sub4 ไปแล้ว เอาให้จบก็พอ หลังจากนั้น ก้อยไม่กลับมามองนาฬิกาอีกเลย
หลายครั้งที่พยายามจะกลับมาเร่งเครื่องอีก แต่ร่างกายไม่ไปตามใจสั่ง
ยิ่งเร่ง ยิ่งหนัก
ยิ่งใจร้อน ยิ่งร้อนใจ
ทั้งที่อากาศหนาวเหน็บ ในตอนนั้นก้อยรู้สึกว่า “เราคงทำไม่ได้แล้วล่ะ”
เป็นครั้งแรกที่ก้อย “เฟล” ในสนามวิ่ง
ก้อยเฝ้าถามตัวเองว่า แล้วทำไมเราถึงต้องรู้สึกกับมันมากขนาดนี้
คำตอบที่ได้คือ เราคาดหวังกับมันมากเกินไป

แต่แล้วสิ่งที่ก้อยเจอใน12กิโลเมตรสุดท้าย
กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
เมื่อเรา “ปล่อยวาง” กับเป้าหมาย “ข้างหน้า”
มันทำให้เรากลับมามองเห็น “หัวใจ” ของ “คนข้างๆ”

ก้อยโชคดีมากที่มีพี่ตูนอยู่ตรงนั้น
ในช่วงเวลาที่อ่อนแอมากที่สุด
ก้อยได้รู้ว่าในสมรภูมิแห่งมาราธอนนี้ ก้อยไม่ได้วิ่งอยู่เพียงลำพัง
และมือของพี่ตูนอบอุ่นกว่าที่เคยผ่านมา
ขอบคุณที่จับมือและประคองกันไปจนจบนะคะ
ถึงแม้ว่าภาพที่เส้นชัยอาจจะไม่ได้เป็นที่เราสองหวัง
แต่อย่างน้อย รอยยิ้มและสิ่งที่พี่ทำให้ก้อยระหว่างทางทั้งหมด
มันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในมาราธอนครั้งนี้
ดีใจที่ได้ “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” ไปด้วยกันนะ  🙂

มาราธอนที่สาม
ระยะทาง 43.6 ~ 4 ชั่วโมง 44 นาที

ปล. มาราธอนนี้หยุดเข้าห้องน้ำไป3ครั้ง และหลังจากแข่งเสร็จก้อยยังท้องเสียไม่หยุด จึงได้ข้อคิดสำหรับมาราธอนนี้ คือ

1. ห้ามกินเจลหรือสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เคยกินมาก่อนในวันแข่ง
2. ถ้าวิ่งในอากาศที่หนาว อย่าหยุดเดินเพราะจะทำให้ร่างกายยิ่งหนาวขึ้น ให้พยายามวิ่งต่อไปแม้จะช้าลงก็ตาม
3.ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย ยิ่งมีอุปสรรค ยิ่งได้เรียนรู้ เก็บไว้เป็นประสบการณ์ในสนามหน้า คนที่มีความสุขไม่ใช่คนที่ได้ทุกอย่างตามใจคิด แต่คือคนที่ยอมรับว่าตัวเองแพ้บ้างในบางเกมบางสนาม ที่สำคัญ “เราควรลงไปเล่นอย่างมีความสุข”
4. มาราธอนครั้งต่อไป มีไว้เพื่อให้เราได้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “เวลา” แต่เป็นเรื่องของ “ร่างกายและจิตใจ”
5. มาราธอน เริ่มใหม่ได้เสมอ ครั้งนี้ไม่ได้ ครั้งหน้าก็เอาใหม่ ยังมี sub4 ไว้ให้พิชิตต่อ ขอแค่ “อย่าหยุด” ก็พอ

ขอบคุณข้อคิดดีๆที่ก้อยได้จากหนังสือ “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีความหมาย” ของพี่นิ้วกลม
ขอบคุณพี่ป๊อก หมอเมย์ คุณแม่สตางค์ พี่แบงค์รวมถึงคนไทยทุกคนที่ร่วมวิ่งในงานนี้และส่งกำลังใจให้กันระหว่างทาง ที่สำคัญ ขอบคุณพี่ตู้ ตากล้องสุดแกร่งของก้อย ที่ยอมเหน็ดเหนื่อยฝึกซ้อมมาด้วยกัน ขอโทษที่ชวนมามาราธอนแรกของพี่ เจอแบบนี้อย่าเพิ่งเข็ดนะ5555
สุดท้ายอยากขอบคุณทุกแรงเชียร์ที่ส่งมาให้ก้อยกับพี่ตูนนะคะ บางข้อความในไอจีก้อยได้อ่านแล้วก็น้ำตาไหล
พลังของทุกคนมันส่งมาถึงก้อยได้จริงๆ

ยังยืนยันคำเดิม “ก้อยไม่เก่ง แต่ก้อยไม่หยุด”

ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอ่านจนถึงบรรทัดนี้

รัก

#Tokyomarathon2019
#มาราธอนที่สามสนามที่โหดที่สุด
#ก้อยไม่เก่งแต่ก้อยไม่หยุด
#ขอบคุณPocariที่สนับสนุนก้อยมาณที่นี้ด้วยค่ะ”

 

 

 

 

 

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน