ข่าว

รอดแล้ว ‘ฟรอยด์’ จบคดีมอมยา หวังให้อีกฝ่ายสำนึกเอง !!!

ออกมาเผยความคืบหน้า รวมทั้งความรู้สึก หลังถูกกล่าวหาว่ามอมยานักศึกษา สำหรับนักแสดงสายฮา ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ ซึ่งงานนี้เจ้าตัวก็เผยว่า

 

 

อัปเดตคดีตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ?

“มันไม่มีอะไรเลยครับ มันจบไปแล้ว เพราะอย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่แรกว่าผมเป็นแค่พยานในเหตุการณ์ครับ ก็จบ ส่วนที่เหลือก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไป”

เรามีความกังวลอะไรบ้างไหม ?

“ไม่เกี่ยวอะไรเลยครับตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว มันจบตั้งแต่ตอนที่ผมไปให้ปากคำเพิ่มเติมแล้ว แค่นั้นเองครับก็จบเลย”

หมายความว่าเราพ้นผิดจากที่เขากล่าวหาแล้วใช่ไหม ?

“มันไม่ได้พ้นผิด เพราะว่าผมไม่ผิดครับ”

ในเรื่องของคดี ตำรวจยังต้องเรียกเราไปให้คำปากคำอะไรเพิ่มในส่วนของพยานอีกไหม ?

“ไม่มีเลยครับ ผมว่าหากอยากจะรู้ลึกกว่านี้คงต้องไปถามเจ้าหน้าที่สืบสวนเอง อย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่แรกว่า เราบริสุทธิ์ใจที่จะให้ปากคำในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครับ”

ตัวเราเองติดใจอะไรไหมที่น้องผู้หญิงเพ่งเล็งมาที่ตัวเรา จนทำให้เราเสียหาย ?

“ผมไม่อยากเอาเรื่องแบบนี้มาคิดในตอนนี้แล้ว เพราะผมคิดว่ามันผ่านปีเก่ามาแล้ว คือผมรู้ว่าผมทำอะไรอยู่แล้ว ถ้าผมทำดีหรือทำไม่ดี ผมก็รู้อยู่แก่ใจ ในปีนี้ซึ่งเป็นปีใหม่ ผมก็ไม่อยากจะเอาเรื่องที่ผ่านมาแล้วที่มันเป็นเรื่องไม่ดีในชีวิตผม เข้ามาทำให้มันรกหัว รกสมองครับ”

จากนั้นไม่ได้มีการติดต่อระหว่างน้องผู้หญิงเลยใช่ไหม ?

“ไม่ได้ติดต่ออยู่แล้ว เพราะผมไม่เคยรู้จักเขาอยู่แล้วครับ”

ในส่วนของตัวเขามีความผิดอะไรไหมที่มากล่าวหาเรา ?

“ผมไม่สนใจนะครับ ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาจัดการดำเนินคดีต่อไปเอง ผมไม่รู้เรื่อง ในส่วนของตัวผมเองมันยังไม่ได้มีผลอะไรกับงานผม ผมเลยยังไม่ได้ทำอะไรเขาครับ”

ตอนนี้ทราบหรือยังว่าใครเป็นคนทำ ?

“อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ ไม่ได้ติดตามอะไรเลย อย่างที่บอกผมอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งอยู่ผิดที่ผิดทาง และกลายเป็นเอาชื่อเรามาใช้ในเรื่องนี้เท่านั้นเองครับ”

จากนี้ไปต้องระวังตัวจากคนแปลกหน้าที่มาร่วมโต๊ะด้วยมากแค่ไหน ?

“โห ตอนนี้ผมระวังตัวมาก เก็บตัวมาก และคือเลือกคนคบอ่ะ คนไหนไม่ได้มีผลกับชีวิตเรามาก หรือไม่ได้จำเป็นที่จะต้องรู้จักคนใหม่ๆ เราก็พยายามที่จะระวังตัวมากขึ้น เหมือนปีนี้มันเป็นปีที่ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผ่านมา มันสอนให้เราโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และระวังมากขึ้นด้วย คือไม่ได้ถึงกับไม่กล้าร่วมโต๊ะคนแปลกหน้าไปเลยนะครับ แต่เราจะมีที่ว่าง และคงจะไม่เฟรนด์ลี่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องมีระยะห่างมากขึ้นในการที่จะรู้จักคนใหม่ๆ ครับ”

กลัวการไปปาร์ตี้เลยไหม ?

“มันไม่เกี่ยวกับการปาร์ตี้ คือแค่การเจอคนใหม่ๆ กับบางคนเราก็ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาหาเราในรูปแบบอะไร หรือเขาต้องการจะหวังอะไรจากเรา เราแค่ระวังตัว ไม่ได้เกี่ยวว่าเราจะไม่ออกสังคมเลย ไม่ไปเที่ยวไหนกับเพื่อนเลย หรือไม่สังสรรเลย อันนี้มันก็เกินไปครับ เราคงใช้ชีวิตปกติ แต่คนใหม่ที่จะเข้ามาคงจะยากขึ้นในการที่จะรู้จักกับผม”

เราอยากให้น้องผู้หญิงรับผิดชอบอะไรไหม อย่างเช่น การโพสต์ขอโทษหรือชี้แจง ?
“อันนี้ก็ต้องปล่อยให้เขาสำนึกด้วยตัวเอง ผมคงไปบังคับคนอื่นไม่ได้ครับ”

แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากเขาเลย ?

“อันนี้ผมไม่ทราบเลย อย่างที่ผมบอกไป ผมไปแสดงเจตนาแล้วว่าผมบริสุทธิ์ใจที่จะไปให้ปากคำในการให้เรื่องนี้มันดำเนินไป”

ที่บอกว่าตอนนี้ไม่ได้กระทบกับงานแล้ว แสดงว่าคนอื่นก็เชื่อว่าเราไม่ได้ทำจริงๆ ?

“ผมไปบังคับความคิดใครไม่ได้ครับ แต่ผมรู้ตัวอยู่แล้วว่าผมทำอะไรไป และผมเชื่อว่าคนที่รู้จักผมดี ผมก็อยู่ในวงการมานานเหมือนกัน คนที่รู้จักผมจริงเขาจะรู้ว่าตัวผมเป็นยังไง”

โกรธน้องเขาไหม ?

“ผมปล่อยดีกว่า ผมก็ไปทำบุญ ไปทำบังสกุล มีการไปล้างสิ่งที่ไม่ดีออกจากร่างกาย เพราะบางทีในชีวิตเรามีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา มันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่จะมาดึงตัวเราไปหน่อยหนึ่ง”

ด้านน้องผู้ชายคนรู้จักของเราที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย มีโอกาสได้คุยกันไหม ?

“ไม่ได้คุยเลยนะ เพราะต่างก็แยกย้ายทำงาน ผมก็ยุ่งด้วย”

ทางลูกค้าคนที่จ้างงานเรามีถามถึงเหตุการณ์หลังจากนี้ไหมว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะก่อนหน้านี้เราบอกโดนยกเลิกงานเยอะเหมือนกัน ?

“อ๋อ ใช่ครับ เขาก็มีเข้ามาถามว่าเรื่องเป็นยังไง อยากจะให้ออกมาแจง แต่อย่างที่ผมบอกช่วงนั้นงานผมยุ่งจริงๆ มีละครถ่ายก่อนปิดกล้อง ผมเลยไม่มีเวลาได้ออกมาเจอพี่ๆ สื่อ แน่พอหลังจากมีโอกาสได้ออกงานและชี้แจงไปปุ๊บ ทุกอย่างก็เคลียร์ ทุกอย่างก็ปกติเหมือนเดิมครับ”

สินค้าบางตัวที่ชะงักไป มีความเชื่อมั่นในตัวเราเหมือนเดิมหรือยัง ?

“ผมว่าผมเชื่อมั่นในตัวเองพอ และคิดว่าลูกค้าที่จ้างผมก็คงเชื่อมั่นในตัวผม คือผมไม่เคยมีอะไรที่เสียหายในวงการบันเทิงอยู่แล้ว กับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีหลักฐาน มันเป็นเพียงการกล่าวหาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสื่อสังคมหรือประชาชนส่วนใหญ่ก็น่าจะมีน้ำหนักพอที่จะเชื่อในเรื่องราวที่เกิดขึ้น รวมไปถึงเหตุการณ์และน้ำหนักต่างๆ และอย่างภาพที่ไม่รู้ว่าสื่อเอามาจากไหนนะครับที่เป็นถุงขนม อันนั้นต้องแจงนะครับว่ามันไม่ได้เป็นของผม ถ้าไม่อย่างนั้นอันนั้นเป็นหลักฐานจริงเรื่องก็ต้องจบแล้ว ผมแค่จะบอกว่ามันไม่ใช่ของผม และมันก็ไม่มีในสิ่งที่เกิดขึ้น”

ได้บทเรียนกับสิ่งที่ผ่านมายังไงบ้าง ?

“อย่างที่บอกว่าการที่จะเจอใครใหม่ๆ หรือคนแปลกหน้าที่จะเข้ามาในชีวิตก็ต้องดูให้ดีและมีระยะห่างมากขึ้นครับ”

เรามองว่ามันเป็นการใส่ร้ายเราไหม ?

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของเขาต้องการอะไรเท่านั้นเองครับ”

 

 

Cr : @freudonidas