svasdssvasds

รู้จัก Madogiwazoku 'เผ่าริมหน้าต่าง พนักงานสูงอายุที่ยังทำงาน

รู้จัก Madogiwazoku 'เผ่าริมหน้าต่าง พนักงานสูงอายุที่ยังทำงาน

Madogiwazoku 'เผ่าหน้าต่าง' เมื่อบริษัทญี่ปุ่นเลือกไม่ไล่ออก แต่ย้ายคนไปอยู่ตรงที่ไม่มีงานสำคัญอีกต่อไป

ในบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง มีคำเรียกเล่น ๆ สำหรับพนักงานกลุ่มหนึ่งว่า ‘มะโดงิวะโซกุ’ (madogiwazoku) หรือแปลตรงตัวได้ประมาณว่า ‘เผ่าหน้าต่าง’ หมายถึงพนักงานที่ถูกย้ายไปนั่งโต๊ะใกล้หน้าต่าง มีงานให้ทำน้อยมาก หรือแทบไม่มีงานสำคัญให้รับผิดชอบเลย

พนักงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัย Gen X และ Baby Boomer ที่อายุใกล้เกษียณหรือเกินห้าสิบปลาย ๆ ไปจนถึงหกสิบต้น ๆ หลายคนเคยถูกจ้างเข้าบริษัทในยุคที่ญี่ปุ่นยังยึดระบบ การจ้างงานตลอดชีวิต (shūshin koyō) และระบบเงินเดือนแบบ อาวุโส (seniority-based pay) เป็นหลัก

แต่เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนไป เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ และรูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลง คนบางกลุ่มจึงเริ่มไม่สอดคล้องกับงานในยุคใหม่ แทนที่บริษัทจะไล่ออกแบบตรง ๆ เหมือนที่เกิดขึ้นบ่อยในตะวันตก บริษัทญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเลือกวิธีที่รักษาน้ำใจกว่า นั่นคือ ย้ายพวกเขาไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานสำคัญ

แทนที่จะเป็นหัวหน้าทีมหรือคนปิดดีลธุรกิจ พวกเขาอาจใช้เวลาทั้งวันกับการตอบอีเมลเป็นครั้งคราว จัดเอกสาร เลื่อนแฟ้ม หรือทำงานเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ ยังคงได้รับเงินเดือนที่ค่อนข้างดี แต่ถูกกันออกจากงานหลักขององค์กรอย่างสุภาพ

แม้ปรากฏการณ์นี้จะมีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเริ่มถูกพูดถึงในโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทตะวันตกจำนวนมากกำลังเข้มงวดเรื่อง ประสิทธิภาพการทำงาน การบังคับกลับเข้าออฟฟิศ และการลดจำนวนพนักงานด้วย AI คนรุ่นใหม่บางส่วนจึงมองโมเดลแบบญี่ปุ่นว่าเป็นทางเลือกที่ 'ช้าลงและมนุษย์มากกว่า' ถึงขั้นมีคนเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตการทำงานที่ดูผ่อนคลายกว่าโลกองค์กรแบบแข่งขันสูง 

อินฟลูเอนเซอร์ชาวญี่ปุ่นวัย 74 ปี ที่ใช้ชื่อใน TikTok ว่า @papafromjapan อธิบายแนวคิดนี้ว่า ในอเมริกา คุณอาจได้ยินคำว่า “You’re fired” แต่ในญี่ปุ่น เราไม่ค่อยพูดแบบนั้น ถ้าใครทำงานไม่ค่อยได้ เราก็ย้ายเขาไปนั่งใกล้หน้าต่าง ให้ช่วยทำเอกสารเล็ก ๆ น้อย ๆ คนแบบนี้เราเรียกว่า madogiwazoku”

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่พนักงานสร้างปัญหา ส่วนใหญ่เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ทำงานกับบริษัทมานาน เพียงแต่โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็วเกินไปสำหรับพวกเขา ดังนั้นบริษัทจึงเลือก ‘กันไว้ข้าง ๆ’ มากกว่าจะผลักออกจากระบบ

แนวทางนี้ยังส่งผลต่อโครงสร้างแรงงานของญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ผู้สูงอายุยังคงทำงานมากที่สุดในโลกพัฒนาแล้ว ในปี 2022 มีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปทำงานมากกว่า หนึ่งในสี่ของประชากรกลุ่มนี้ ขณะที่สหรัฐฯ มีไม่ถึงหนึ่งในห้า และสหราชอาณาจักรมีเพียงประมาณหนึ่งในสิบเท่านั้น 

ผลสำรวจยังพบว่า ประมาณ 80% ของแรงงานญี่ปุ่นอยากทำงานต่อหลังเกษียณ และราว 70% อยากอยู่กับบริษัทเดิมมากกว่าจะเริ่มต้นใหม่ที่อื่น เพื่อสนับสนุนแนวโน้มนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับปรุงกฎหมายด้านการจ้างงานผู้สูงอายุ และออกมาตรการสนับสนุนให้บริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานต่อได้จนถึงอายุ 70 ปี

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ ‘เผ่าหน้าต่าง’ ก็ไม่ได้เป็นที่พอใจของทุกคน ผลสำรวจของบริษัทที่ปรึกษา Shikigaku ที่สำรวจพนักงานอายุ 20–39 ปีในบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ 300 คน พบว่า 49.2% บอกว่าในบริษัทของตนมี ‘ลุงที่ไม่ทำงานอะไรเลย’ อยู่จริง

เมื่อถามว่าพนักงานกลุ่มนี้ใช้เวลาทำอะไรทั้งวัน คำตอบยอดนิยมคือ

  • ออกไปสูบบุหรี่หรือกินขนมบ่อย
  • นั่งคุยเล่น
  • เล่นอินเทอร์เน็ต
  • นั่งเหม่อ  

แม้สังคมญี่ปุ่นจะให้ความเคารพผู้สูงอายุสูง แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มรู้สึกไม่พอใจ 9 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถาม บอกว่าพนักงานประเภทนี้ส่งผลเสียต่อที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ขวัญกำลังใจลดลง เพิ่มภาระงานให้คนอื่น หรือทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้ก็มีด้านบวกเช่นกัน เพราะการไม่ไล่พนักงานออกทันทีช่วยให้พนักงานรู้สึก ปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety) มากขึ้น ลดความกลัวว่าจะถูกแทนที่ทันทีเมื่อบริษัทเจอปัญหา และยังรักษาประสบการณ์หลายสิบปีของพนักงานรุ่นเก่าไว้สำหรับการถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่

ในยุคที่หลายองค์กรทั่วโลกกำลังลดคนเพราะ AI และประสิทธิภาพการทำงาน ‘เผ่าหน้าต่าง’ ของญี่ปุ่นอาจดูเหมือนระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่สำหรับพนักงานจำนวนมาก มันก็เป็นสัญญาณว่า หากวันหนึ่งคุณทำผลงานไม่ดี หรือทักษะตามโลกไม่ทัน อย่างน้อยคุณก็อาจยังไม่ถูกผลักออกจากระบบทันที

ที่มา : fortune 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

related