High Tech, High Touch: พิธากับประสบการณ์ 'บอลโลกที่บอสตัน'

High Tech, High Touch: พิธากับประสบการณ์ 'บอลโลกที่บอสตัน'

'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' แชร์ประสบการณ์นั่งรถไฟไปชมการแข่งขันฟุตบอลโลกในสนามจริงเป็นครั้งแรก เป็นการแข่งขันระหว่างนอร์เวย์และอิรัก ถ่ายทอดความรู้สึกของการสัมผัสวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดของโลกสมัยใหม่

SHORT CUT

  • พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เล่าประสบการณ์ชมฟุตบอลโลกที่บอสตัน กีฬาเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่หลอมรวมผู้คน และการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 ได้สร้างมิติใหม่ให้กับเมือง
  • เล่าความประทับใจไปชมเกมระหว่างนอร์เวย์และอิรัก โดยประทับใจบรรยากาศบนรถไฟที่เต็มไปด้วยแฟนบอลอิรัก ซึ่งสะท้อนพลังของกีฬาในการเชื่อมโยงผู้คนต่างวัฒนธรรม
  • จากประสบการณ์ครั้งนี้ เขาแสดงความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เห็นทีมชาติไทยลงแข่งขันในฟุตบอลโลก เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชาติผ่านเวทีกีฬาระดับโลก

'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' แชร์ประสบการณ์นั่งรถไฟไปชมการแข่งขันฟุตบอลโลกในสนามจริงเป็นครั้งแรก เป็นการแข่งขันระหว่างนอร์เวย์และอิรัก ถ่ายทอดความรู้สึกของการสัมผัสวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดของโลกสมัยใหม่

มีคนเคยบอกว่าหากอยากเข้าใจเมืองใดเมืองหนึ่ง ให้ดูว่าผู้คนในเมืองนั้นรวมตัวกันรอบอะไร

สำหรับบอสตัน คำตอบหนึ่งที่แน่นอนอยู่ที่ "กีฬา" ครับ

ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ผมเห็นเมืองแห่งนี้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับจังหวะของฤดูกาลกีฬา ไม่ว่าจะเป็นแฟนเบสบอลของ Red Sox ที่เดินเข้าสู่สนาม Fenway Park ในช่วงฤดูร้อน แฟนบาสเกตบอลของ Celtics ที่ทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นสีเขียวในช่วงเพลย์ออฟ หรือผู้คนนับหมื่นที่ออกมายืนเรียงรายสองข้างทางเพื่อส่งเสียงเชียร์นักวิ่งจากทั่วโลกใน Boston Marathon ทุกเดือนเมษายน กีฬาไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิงสำหรับชาวบอสตัน หากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นหัวข้อสนทนาบนรถไฟใต้ดิน เป็นเหตุผลที่ทำให้คนแปลกหน้าสองคนเริ่มพูดคุยกันได้ และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ และความเชื่อทางการเมืองสามารถยืนอยู่ข้างกันโดยมีสิ่งที่สนใจร่วมกัน

ภาพเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ซึ่งนักวิชาการมักนิยามว่าเป็นระบบของความหมายร่วม (shared meanings) ที่ช่วยให้ผู้คนในสังคมเข้าใจว่าพวกเขาเป็นใคร อยู่ร่วมกันอย่างไร และให้คุณค่ากับสิ่งใด วัฒนธรรมจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ศิลปะ ดนตรี อาหาร หรือประเพณี หากครอบคลุมถึงกิจกรรม เรื่องเล่า และสัญลักษณ์ที่ผู้คนใช้สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกัน

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ กีฬาเป็นหนึ่งในผู้สร้างวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดของโลกสมัยใหม่ เสื้อทีมที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพลงเชียร์ที่ร้องซ้ำมาหลายสิบปี ความทรงจำจากเกมสำคัญ หรือแม้แต่การเดินทางข้ามทวีปเพื่อชมการแข่งขันเพียงนัดเดียว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความหมายร่วมระหว่างผู้คน และไม่มีเวทีใดสะท้อนบทบาทดังกล่าวได้ชัดเจนไปกว่าฟุตบอลโลก

ปีนี้ บอสตันได้รับบทบาทใหม่ในฐานะหนึ่งในเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 เมืองที่คุ้นเคยกับเบสบอล บาสเกตบอล และอเมริกันฟุตบอล กำลังต้อนรับกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ธงชาติจากหลายประเทศเริ่มปรากฏตามร้านอาหารและหน้าต่างบ้านพัก วัฒนธรรมต่างๆ เสียงดนตรี เสียงภาษาต่างๆ ดังปะปนกันบนท้องถนน และรถไฟหลายขบวนเต็มไปด้วยผู้คนในเสื้อฟุตบอลหลากสีสันที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน

การแข่งขันที่ผมได้ไปชมเป็นการพบกันระหว่างนอร์เวย์และอิรักครับ สำหรับคอบอลทั่วไป นี่อาจไม่ใช่คู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทัวร์นาเมนต์ แต่สำหรับคนที่กำลังสัมผัสฟุตบอลโลกในสนามจริงเป็นครั้งแรก กลับเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืม โดยเฉพาะเมื่อการเดินทางไปสนามกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวไม่แพ้ตัวเกม

จากใจกลางบอสตัน รถไฟค่อยๆ เคลื่อนออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยัง Foxborough เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของรัฐแมสซาชูเซตส์ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Gillette Stadium บ้านของทีม New England Patriots หนึ่งในสโมสรอเมริกันฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ NFL ผมต้องยอมรับว่าก่อนออกจากบ้านวันนั้น ผมเลือกใส่เสื้อทีมชาตินอร์เวย์สีแดงสด ไม่ได้มีเหตุผลลึกซึ้งทางฟุตบอลอะไรนัก ผมแค่รู้จัก Erling Haaland มากกว่านักเตะคนอื่นในสนามเท่านั้นเอง ทว่าเมื่อขึ้นรถไฟ ดันขึ้นขบวนของแฟนบอลอิรักเกือบทั้งตู้!

แต่ความกังวลเล็กๆ ว่าอาจเลือกสีเสื้อผิดหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงเพลงภาษาเริ่มดังขึ้น แฟนบอลกลุ่มหนึ่งนำลำโพงบลูทูธติดตัวมาด้วย บางคนตีกลอง บางคนร้องตาม เด็กๆ เต้นอยู่ตรงทางเดิน ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปเก็บบรรยากาศ เมื่อผมมองออกไปนอกกระจกรถไฟกำลังแล่นผ่านป่าสนและพื้นที่สีเขียวของนิวอิงแลนด์ ภาพต้นไม้หนาทึบ บ้านไม้ และท้องฟ้าฤดูร้อนค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบสงบ ขณะที่ภายในขบวนรถ เสียงดนตรีอิรักและจังหวะกลองยังคงดังต่อเนื่อง เป็นภาพที่ดูไม่น่าจะมาอยู่ด้วยกันได้ แต่กลับเข้ากันอย่างประหลาด และคงไม่มีมหกรรมใดสร้างภาพเช่นนี้ได้ง่ายเท่าฟุตบอลโลก

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเริ่มการแข่งขัน ผู้คนจากคนละซีกโลกซึ่งพูดกันคนละภาษา กำลังนั่งรถไฟขบวนเดียวกัน มุ่งหน้าไปยังสนามเดียวกัน และรอคอยเกมเดียวกัน นั่นอาจเป็นภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของสิ่งที่วัฒนธรรมทำได้

เมื่อมาถึงสนาม สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือขนาดของมัน Gillette Stadium สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 65,000 คน สนามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออเมริกันฟุตบอล แต่ในช่วงฟุตบอลโลกกลับถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นบ้านชั่วคราวของกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก 

อีกข้อสังเกตุหนึ่ง ในวันที่ผมไปชมการแข่งขัน อัฒจันทร์ไม่ได้เต็มทั้งหมด น่าจะมีผู้ชมอยู่ราวสามในสี่ของความจุสนาม ซึ่งทำให้ผมแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะในจินตนาการ ฟุตบอลโลกควรเป็นงานที่บัตรขายหมดทุกนัด ลองถามคนรอบๆในงาน ได้ความว่า อาจจะตั้งใจให้เต็มสนามสัก 70-80% ครับ เป็นเรื่องของประสบการณ์โดยรวมของผู้คนหลายหมื่นคนที่เดินทางมาพร้อมกัน ระบบขนส่ง การเข้าออกสนาม ความปลอดภัย และการบริหารจัดการพื้นที่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสมการที่ผู้จัดงานต้องคำนึงถึง

ถึงอย่างนั้น บรรยากาศในสนามก็ไม่ได้รู้สึกเงียบเลย แฟนบอลนอร์เวย์เปลี่ยนอัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งให้กลายเป็นทะเลสีแดง ร้องเพลงเชียร์แทบตลอดทั้งเกม ก่อนจะจบด้วยเสียง “Ro! Ro! Ro!” ที่ดังกระหึ่มไปทั้งสนาม ผู้คนนับพันยกแขนขึ้นพร้อมกันและขยับตัวเป็นจังหวะราวกับคลื่นสีแดงขนาดยักษ์ หลายคนสวมหมวกไวกิ้ง บางคนคลุมธงชาติไว้บนบ่า ขณะที่แฟนบอลอิรักอีกฝั่งก็ตอบโต้ด้วยเสียงเชียร์และเสียงกลองเป็นระยะ ทำให้สนามทั้งสนามมีชีวิตชีวาตลอดเก้าสิบนาที

นอร์เวย์เอาชนะอิรัก 4-1 ในคืนนั้น และผมก็ได้เห็น Haaland ลงเล่นต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งแรก  Haaland เป็นนักเตะประเภทที่ทำให้ทั้งสนามเงยหน้าขึ้นมองทุกครั้งที่เขาได้บอล หลายจังหวะที่เขาเคลื่อนตัวเข้าใกล้กรอบเขตโทษ ผู้คนรอบตัวผมหยุดบทสนทนาและหันไปมองทันที และนัดนี้กดไป 2 ลูกสวยๆ ให้แฟนบอลได้ชื่นใจกัน

คืนนั้น ผมเดินออกจากสนามพร้อมความประทับใจที่มากกว่าผลการแข่งขัน และอดคิดไม่ได้ว่าสักวันหนึ่ง ผมอยากมีโอกาสนั่งอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับแฟนบอลชาวไทยหลายหมื่นคน ระหว่างทางไปเชียร์ทีมชาติไทยในฟุตบอลโลก ได้เห็นธงไตรรงค์โบกสะบัดอยู่บนอัฒจันทร์ ได้ยินเสียงเพลงเชียร์ภาษาไทยดังก้องอยู่ในสนาม และได้สัมผัสความรู้สึกร่วมกันของคนทั้งประเทศบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกีฬาชนิดนี้

เพราะหากวัฒนธรรมคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ก็ยากจะมีช่วงเวลาใดสะท้อนพลังนั้นได้ชัดเจนไปกว่าการได้เห็นทีมชาติของตนลงแข่งขันในฟุตบอลโลก

ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง ความฝันนั้นจะเป็นจริงครับ

related