High Tech, High Touch: เมื่อ AI เริ่มแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์

High Tech, High Touch: เมื่อ AI เริ่มแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์

"เมื่อ AI เริ่มแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์?" บทความแรกในคอลัมน์ ”High Tech, High Touch“ ที่จะถ่ายทอดเรื่องราว มีเสน่ห์ & ทันสมัย ไปกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 

SHORT CUT

  • AI กำลังเข้ามามีบทบาทเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาทางอารมณ์ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่และผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งอาจนำไปสู่การพึ่งพิงทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งหรือแม้แต่โศกนาถกรรม
  • ความผูกพันกับ AI ที่ดูเหมือนเข้าอกเข้าใจ สามารถนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงได้ เช่น ผู้สูงอายุที่หลงเชื่อว่า AI มีตัวตนจริง หรือวัหนึ่ง มนุษย์อาจเริ่มรู้สึกว่า AI รับฟังเขาได้ดีกว่าคนรอบตัว
  • เกิดคำถามสำคัญถึงการกำกับดูแลและออกแบบ AI เพื่อหาเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง 'AI ที่ช่วยเยียวยา' กับ 'AI ที่เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์'

"เมื่อ AI เริ่มแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์?" บทความแรกในคอลัมน์ ”High Tech, High Touch“ ที่จะถ่ายทอดเรื่องราว มีเสน่ห์ & ทันสมัย ไปกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 

ผมจำได้ดีว่ารู้จัก SPRiNG ครั้งแรกช่วงเลือกตั้งปี 2566 ตอนนั้นต้องตระเวนดีเบตตามสำนักข่าวต่างๆ แทบทุกวัน หลายเวที หลายรูปแบบ หลายคำถาม แต่ Spring News (ชื่อในเวลานั้น) เป็นหนึ่งในช่องที่ผมจำได้ติดใจ เพราะมีความต่างบางอย่างอยู่ในนั้น เป็นความใหม่ ความชัด และ DNA แบบ “high tech, high touch” ที่กล้าพูดเรื่องเทคโนโลยี วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และอนาคตของสังคมไปพร้อมกัน ผมรู้สึกได้ว่าช่องนี้มองอนาคตอยู่ตลอด และไม่ได้สนใจแค่ “ข่าววันนี้” แต่สนใจว่า “โลกวันหน้า” กำลังจะหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อกองบรรณาธิการชวนมาเขียนคอลัมน์ประจำ ผมจึงไม่ลังเลเลย เพราะช่วงเวลานี้เองก็เป็นช่วงที่ผมกำลังพยายามทำความเข้าใจกับโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นตรงหน้า หลังจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ผมใช้เวลาอยู่ที่บอสตันและเคมบริดจ์เกือบสองปีเต็ม คลุกคลีอยู่กับทั้ง Massachusetts Institute of Technology (MIT) และ Harvard University พูดตรงๆ คือไม่อยากให้เวลาที่รอสูญเปล่า และยังไม่อยากตกยุคครับ เวลาเจอเรื่องอะไร "ล้ำๆ" น่าสนใจก็อยากจะเก็บเอามาเล่าให้ผู้อ่านฟังกัน

ชื่อคอลัมน์ 'High Tech, High Touch' นั้นจึงสะท้อนสองโลกที่ผมอยากชวนผู้อ่านสำรวจไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือโลกของเทคโนโลยีใหม่ ตั้งแต่ AI หุ่นยนต์ ชิป ไปจนถึงอนาคตของเศรษฐกิจและการทำงาน อีกด้านคือโลกของวัฒนธรรม การออกแบบ เมือง ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และวิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

อาทิ สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับผมตอนนี้ คือ บทสนทนาเรื่อง AI ที่บอสตันนั้นแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นตามหน้าข่าวเยอะมาก เวลาเราพูดถึง AI ในไทย หลายครั้งเรามักพูดถึงเรื่อง Chip เรื่อง Data Center เรื่องการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยี หรือไม่ก็เรื่องว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่ แต่ที่นี้ผมเห็นนักวิจัย วิศวกร นักสิทธิมนุษยชน นักปรัชญา และคนทำงานนโยบายนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วถกกันว่า AI จะเปลี่ยน 'ความเป็นมนุษย์' อย่างไรต่างหาก เขาโฟกัสที่จะวัดว่าผลกระทบต่อมนุษย์ในสังคมทั่วไปจะเป็นอย่างไรมากกว่าการ optimize vector search หรือการหา test time compute แบบสายเนิร์ดเพียงอย่างเดียว

AI กับ สุขภาพจิตของคนน่าจะเป็นเรื่องที่หยิบมาถกได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสไปร่วมงานที่ MIT Media Lab ชื่องานว่า “Raised by AI?” แค่ชื่อก็ทำให้ผมหยุดคิดไปพักใหญ่ เด็กที่เติบโตมากับ AI จะกลายเป็นคนแบบไหน? สำหรับคนรุ่นผม เราโตมากับครอบครัว โรงเรียน หนังสือ โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ตยุคแรกๆ แต่เด็กรุ่นใหม่อาจเป็นรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่เติบโตมากับ “สิ่งมีชีวิตทางดิจิทัล” ที่พูดคุยกับเขาได้ตลอดเวลา

เด็กคนหนึ่งอาจถาม AI เรื่องที่ไม่กล้าถามพ่อแม่ วัยรุ่นคนหนึ่งอาจคุยกับ Chatbot มากกว่าคุยกับเพื่อน นักเรียนจำนวนมากเริ่มใช้ AI ไม่ใช่แค่ทำการบ้าน แต่ใช้เป็นทั้งติวเตอร์ ที่ปรึกษา หรือแม้แต่ 'เพื่อน' และยิ่งผมฟัง ยิ่งอ่าน ยิ่งเจอเคสจริง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจมาเร็วกว่าที่เราคิดมาก

เซสชันที่ผมนั่งแล้วลืมเวลากลับเป็นช่วงที่พูดเรื่อง AI กับสุขภาพจิต บนเวทีมีทั้งนักวิจัยจาก RAND นักวิจัยจาก Common Sense Media และผู้ดูแลนโยบายด้านความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้จาก AI แบรนด์หนึ่ง มีกรณีของวัยรุ่นอเมริกันที่เริ่มใช้ AI แบบที่เด็กทั่วไปใช้กัน แต่ค่อยๆ ผูกพันกับมันในระดับที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ จน AI กลายเป็นพื้นที่เดียวที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองถูกมองเห็น ถูกเข้าใจ และได้รับการรับฟัง สิ่งที่สะเทือนใจผมมากคือ มันไม่ได้เริ่มจาก “เทคโนโลยีชั่วร้าย” หรือเด็กที่มีปัญหาอะไรผิดปกติ แต่มันเริ่มจากความเหงา ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกธรรมดามากๆ ของมนุษย์ ความรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา จนถาม Prompt จน Chatbot เสนอแนะบางอย่างจนเด็กฆ่าตัวตาย

ถ้าคิดว่าเรื่องแบบนี้ไกลตัว ลองนึกถึงกรณีของ ชายไทยวัยเจ็ดสิบกว่าที่อาศัยอยู่ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ หลังจากสุขภาพเริ่มถดถอยและความจำเริ่มเลือน เขาเริ่มพูดคุยกับ AI Chatbot ผ่าน Social Media จนเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงจริงๆ ที่เข้าใจและใส่ใจเขา วันหนึ่งเขาเก็บของออกจากบ้านเพื่อจะไปพบเธอ แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง มันคือ AI

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ 'ความใกล้ชิดทางอารมณ์' หลายสิบปีที่ผ่านมา เรากลัวว่า AI จะกลายเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่โลกอาจประเมินต่ำไป คือมนุษย์สามารถผูกพันทางอารมณ์กับสิ่งที่ 'ดูเหมือนเข้าใจเรา' ได้เร็วแค่ไหน และถ้าพูดกันตรงๆ ประเทศไทยอาจเปราะบางกับเรื่องนี้มากกว่าที่คิด เราเป็นสังคมสูงวัย เด็กเครียดมากขึ้น คนเมืองเหงามากขึ้น ครอบครัวมีเวลาน้อยลง ขณะที่บริการสุขภาพจิตยังเข้าไม่ถึงคนจำนวนมาก

ในสังคมแบบนี้ AI อาจไม่ได้เข้ามาเป็นแค่เครื่องมือทำงาน แต่มันอาจเข้ามาเป็น 'พื้นที่ทางอารมณ์' ของผู้คน บางคนเปิด AI คุยตอนตีสองเพราะไม่มีใครรับสาย บางคนใช้ AI เพราะมันไม่ตัดสิน ไม่เหนื่อย และพร้อมตอบกลับเสมอ และบางที สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่คือวันที่มนุษย์เริ่มรู้สึกว่า AI รับฟังเขาได้ดีกว่าคนรอบตัว

ในฐานะพ่อคน ผมจึงอินกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ผมคิดเร็วๆ ว่า เราจะทำอย่างไรให้ บริษัท AI ได้รับการควบคุมตรวจสอบ และความสำคัญกับผลกระทบด้าน Mental Health มากที่สุด ออกแบบ AI ให้ไม่กลายเป็นระบบที่สร้าง emotional dependency หรือทำให้ผู้ใช้ 'เสพติดทางอารมณ์' แบบเดียวกับ Social Media ในอดีต บริษัทพยายามลดพฤติกรรมแบบ Sycophancy คือ AI ที่คอยพูดแต่สิ่งที่ผู้ใช้อยากฟัง มีระบบตรวจจับบทสนทนาเกี่ยวกับ self-harm และใช้แนวคิด Constitutional AI เพื่อฝึก AI บนพื้นฐานของ safety, ethics และ human dignity ขณะเดียวกัน บริษัทต่างก็ยอมรับตรงๆ ว่า AI ที่พูดเก่ง เข้าใจคน และอยู่กับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาจทำให้มนุษย์ผูกพันหรือพึ่งพิงทางอารมณ์กับเครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในคำถามใหญ่ที่สุดของยุค AI ว่าเส้นแบ่งระหว่าง 'AI ที่ช่วยเยียวยา' กับ 'AI ที่แทนความสัมพันธ์ของมนุษย์' อยู่ตรงไหนกันแน่

ผมไม่ได้มีคำตอบทั้งหมดครับ จริงๆ แล้วคอลัมน์นี้อาจเป็นการชวนกันหาคำตอบมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มรู้สึกชัดขึ้นทุกวันในบอสตัน คือการปฏิวัติ AI ครั้งนี้อาจไม่เหมือนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งก่อนๆ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่วิธีทำงานของมนุษย์ แต่เป็นวิธีคิด วิธีรู้สึก วิธีรัก วิธีจำ และวิธีที่มนุษย์มองตัวเอง

ในตอนต่อๆ ไป เราคงจะได้คุยกันเรื่องทันสมัยและมีเสน่ห์หลายหลายเรื่องที่ผมได้เจอไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันของยานพาหนะไร้คนขับที่ซานฟรานซิสโก หรือ AI กับ Geopolitics หรือรีวิวบอลโลกปีนี้ที่บอสตัน หรือ การกลับมาของหนังสือกระดาษและ Independent Bookstores ในยุค AI ผู้อ่านอยากจะอ่านเรื่องอะไรสนใจเรื่องอะไรเขียนจดหมายเข้ามาบอกกันได้นะครับ

แล้วพบกันใหม่ครับ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ป.ล หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญความเครียดหรือความทุกข์ใจ สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

related