ข่าว ต่างประเทศ

สหรัฐฯ ขึ้น ‘ดอกเบี้ย’ ดัน ‘บาทไทยแข็งค่า’

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามความคาดหมายเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์ ดันเงินบาทแข็งค่าเปิดตลาด 32.52 บาทต่อดอลลาร์แล้ว

 

(CREDIT : REUTERS)

 

วันที่ 14 ธ.ค. 60 — นับว่าเป็นไปตามความคาดหมายเมื่อ ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด’ ประกาศหลังการประชุมคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายการเงิน หรือ เอฟโอเอ็มซี เมื่อคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาในประเทศไทย) โดยเฟดได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดขณะนี้ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.25-1.50% และคาดว่า ในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) จะทำการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ซึ่งจะทำให้ปลายปีหน้า อัตราดอกเบี้ยเฟดจะขยับขึ้นไปแตะที่ 2.0-2.25%

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้ ส่งผลให้มีการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ออกมาอย่างหนัก เมื่อเทียบกับทุกสกุล ส่งผลให้เปิดตลาดเช้านี้ เงินบาทไทยแข็งค่าไปอยู่ที่ 32.52 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวานนี้ (13 ธ.ค.) ที่ 32.58 บาทต่อดอลลาร์

 

(CREDIT : REUTERS)

 

โดย น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ต ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า แรงเทขายดอลลาร์ดังกล่าว เป็นเพราะคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีของเฟด มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ที่ 7 ต่อ 2 เสียง ต่อการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ครั้งแรกในรอบ 2 ปี ซึ่งทำให้ตลาดประหลาดใจ และเกิดความไม่แน่ใจว่า การส่งสัญญาณปรับขึ้น 3 ครั้ง ปีหน้า เฟดจะทำได้ตามนั้นหรือไม่ เพราะตลาดคาดว่า จะปรับขึ้น 1-2 ครั้งเท่านั้น

ด้าน คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย มั่นใจว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะไม่ทำให้มีเงินทุนไหลออก แต่นักลงทุนต่างชาติจะมีการโยกเงินที่ได้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นบางส่วน ซึ่งปัจจุบันมียอดคงค้างอยู่กว่า 6 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้ผลตอบแทนครอบคลุมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศที่กู้ยืมมาลงทุน และมองว่า ยังเก็งกำไรได้จากเงินบาทแข็งค่า

อย่างไรก็ตาม นับจากต้นปี นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย รวมกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ขายสุทธิในตลาดหุ้นกว่า 16,800 ล้านบาท