วิกฤต 'ขยะข้ามชาติ' 9.67 ล้านกิโลกรัม โจทย์ใหญ่การจัดการสิ่งแวดล้อมไทย

วิกฤต 'ขยะข้ามชาติ' 9.67 ล้านกิโลกรัม โจทย์ใหญ่การจัดการสิ่งแวดล้อมไทย

เจาะวิกฤตขยะข้ามชาติทะลักไทย 9.67 ล้าน กก. ศุลกากรเปิดตู้แหลมฉบังพบอีเวสต์ปะปน ลุยสอบเครือข่าย 825 ตู้ สกัดไทยกลายเป็นถังขยะโลก

SHORT CUT

  • กรมศุลกากรตรวจยึดขยะข้ามชาติได้ 9.67 ล้านกิโลกรัมในช่วง 11 เดือน ส่วนใหญ่เป็นของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง
  • ผู้ลักลอบนำเข้าใช้วิธีสำแดงข้อมูลเท็จเพื่ออำพรางสินค้า เช่น แจ้งว่าเป็นเศษอะลูมิเนียมแต่ภายในซุกซ่อนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์
  • ทางการกำลังขยายผลตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีตู้สินค้าต้องสงสัยอีกกว่า 825 ตู้ที่เชื่อมโยงกับบริษัทผู้นำเข้าและส่งออก
  • การลักลอบนำเข้าขยะดังกล่าวถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และละเมิดอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตราย

เจาะวิกฤตขยะข้ามชาติทะลักไทย 9.67 ล้าน กก. ศุลกากรเปิดตู้แหลมฉบังพบอีเวสต์ปะปน ลุยสอบเครือข่าย 825 ตู้ สกัดไทยกลายเป็นถังขยะโลก

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญ หลังกรมศุลกากรเปิดเผยสถิติการจับกุมคดีสิ่งแวดล้อมในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569) รวม 187 คดี ยึดของกลางขยะข้ามชาติได้มากถึง 9.67 ล้านกิโลกรัม (ประมาณ 9,670 ตัน) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 234.4 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เป็นผลงานการจับกุมสะสมอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดกั้นของเสียอันตรายก่อนทะลักเข้าสู่ชุมชน

แกะกล่องของกลาง มีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง

เมื่อจำแนกประเภทของขยะข้ามชาติที่ยึดได้ทั้งหมด พบว่าส่วนใหญ่เป็นภัยเงียบต่อสุขภาพและระบบนิเวศ โดยแบ่งเป็น ของเสียอันตรายประมาณ 6.6 ล้านกิโลกรัม, ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ประมาณ 2.7 ล้านกิโลกรัม และ เศษพลาสติกอีกกว่า 300,000 กิโลกรัม ซึ่งของเสียเหล่านี้หากไม่ถูกสกัดกั้น จะสร้างปัญหามลพิษเรื้อรังให้กับประเทศอย่างมหาศาล

ปฏิบัติการเปิดตู้แหลมฉบัง

จุดเริ่มต้นของการลุยตรวจเข้มครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำทีมบูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ DSI เข้าเปิดตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย ณ ท่าเทียบเรือฮัทชิสัน แหลมฉบัง จ.ชลบุรี หลังจากได้รับการแจ้งเตือนจากเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (BAN) ให้เฝ้าระวังตู้สินค้า 31 ตู้ที่ส่งมาจากสหรัฐอเมริกา

วิกฤต 'ขยะข้ามชาติ' 9.67 ล้านกิโลกรัม โจทย์ใหญ่การจัดการสิ่งแวดล้อมไทย

กลยุทธ์ 'ตบตา' สำแดงเท็จปะปนสินค้า

จากการสุ่มเปิดตรวจตู้สินค้า พบพฤติกรรมการอำพรางอย่างแยบยล โดยตู้สินค้า 6 ตู้จากสหรัฐฯ สำแดงเท็จว่าเป็นเศษอะลูมิเนียมและของใช้ไม่ได้ แต่ภายในกลับพบ เศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซุกซ่อนปะปนมาด้วย ในขณะที่ตู้สินค้าจากประเทศอื่น เช่น โปแลนด์ สหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีสินค้าตรงตามที่สำแดงและไม่พบการปนเปื้อน

สาวไส้เครือข่ายข้ามชาติ 825 ตู้ต้องสงสัย

ความคืบหน้าที่น่าจับตาคือการขยายผลไปสู่ระดับเครือข่าย โดยรัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบบัญชีตู้สินค้าต้องสงสัยเบื้องต้นมากถึง 825 ตู้ ซึ่งเชื่อมโยงกับบริษัทผู้ส่งออกในสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในไทย 16 บริษัท ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการตรวจพิสูจน์และพบความผิดไปแล้ว 151 ตู้ โดยเน้นการใช้พยานหลักฐานดำเนินคดีเป็นรายกรณีอย่างเป็นธรรม

เกราะคุ้มกันด้วยกติกาโลก 'อนุสัญญาบาเซล'

การลักลอบนำเข้าครั้งนี้ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และ อนุสัญญาบาเซล ซึ่งกติกา ระหว่างประเทศฉบับแก้ไขที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 กำหนดให้การเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนทุกประเภท ต้องได้รับความยินยอมล่วงหน้า (PIC) จากประเทศปลายทางก่อน เพื่อปิดช่องโหว่การตบตาสำแดงเป็นสินค้าอื่น

วิกฤต 'ขยะข้ามชาติ' 9.67 ล้านกิโลกรัม โจทย์ใหญ่การจัดการสิ่งแวดล้อมไทย

การสกัดกั้นที่ท่าเรือเป็นเพียงด่านแรก แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือกระบวนการหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจริงตลอดห่วงโซ่ การผลักดันส่งขยะอันตรายกลับประเทศต้นทาง รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่ใบขนสินค้า รายชื่อผู้ประกอบการ ไปจนถึงโรงงานปลายทางที่รับสินค้า 

ทางออกประเทศไทยสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ

สุดท้าย การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ ทั้งการตรวจสอบต้นทาง การควบคุมปลายทาง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศไทย ไม่ให้ประเทศของเราต้องกลายเป็น 'ถังขยะโลก' รองรับของเสียที่ไม่มีใครต้องการ

ที่มา : posttoday 

เครดิตภาพ : แหลมฉบังนิวส์

related