svasdssvasds

UN ประกาศ โลกได้เข้าสู่ยุค 'ภาวะล้มละลายด้านน้ำทั่วโลก' อย่างเป็นทางการแล้ว

UN ประกาศ โลกได้เข้าสู่ยุค 'ภาวะล้มละลายด้านน้ำทั่วโลก' อย่างเป็นทางการแล้ว

'Global Water Bankruptcy' หรือ 'ภาวะล้มละลายด้านน้ำทั่วโลก' คือนิยามใหม่จาก UN ที่อธิบายปัญหาด้านน้ำที่หนักเกินกว่าจะใช้คำว่าวิกฤต เมื่อมนุษย์ใช้น้ำในอนาคตมากเกินไปแล้ว

ลืมคำว่า ‘แล้ง’ ไปได้เลย! เมื่อ UN นิยามศัพท์ใหม่ ‘Global Water Bankruptcy’ การล้มละลายทางน้ำโลก มนุษย์ไม่ได้แค่ไม่มีน้ำใช้ แต่เราถลุง น้ำในอนาคตมาใช้ จนหมดบัญชีแล้ว และเราก็ไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับไปอยู่จุดเดิมได้อีกต่อไป

เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงใช้คำว่า "ล้มละลาย"

‘วิกฤตน้ำ’ ‘ภัยแล้ง’ ‘ขาดแคลนน้ำ’ คำเหล่านี้กลายเป็นคำศัพท์เก่าไปแล้ว สำหรับการนิยามปัญหาเกี่ยวกับน้ำ รวมถึงไม่สามารถสะท้อนความจริงในปัจจุบันได้ในหลายพื้นที่

ทำให้ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU) ได้บัญญัติคำศัพท์ใหม่ ‘การล้มละลายทางน้ำทั่วโลก (Global Water Bankruptcy)’ อย่างเป็นทางการเพื่ออธิบายถึง สภาวะที่โลกได้ก้าวข้าม ‘วิกฤตการณ์น้ำ’ ไปสู่ ความจริงรูปแบบใหม่ที่ความเสียหายนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว

Cr.AFP

หากอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น 'น้ำ' จากแม่น้ำ ฝน หรือหิมะ คือรายได้รายปี ที่ปัจจุบัน เราใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว และเรากำลังขุดเอาเงินออมระยะยาว ซึ่งก็คือ ชั้นน้ำบาดาล ธารน้ำแข็ง และพื้นที่ชุ่มน้ำ (เงินสำรอง) ออกมาใช้จนร่อยหรอ ทำให้สถานะการเงินของเราในตอนนี้อยู่ในขั้นล้มละลายนั่นเอง 

รายงานเผยว่า โลกของเราเกิดภาวะน้ำบาดาลดลงเรื้อรังมานานแล้ว การจัดสรรน้ำเกินจำเป็น (ใช้น้ำมากเกินพอดี) การเสื่อมโทรมของดิน การตัดไม้ทำลายป่า และมลภาวะต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งก็เกิดจากฝีมือมนุษย์

ด้วยวิกฤตที่เกิดขึ้นเรื้อรังนี้ ไม่ได้รับความสนใจให้เกิดการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำมาสู่วันนี้ วันที่ได้ประกาศให้โลกได้รู้ว่าเราเดินทางมาถึงยุคแห่งวิกฤตน้ำทั่วโลก และอยากชวนให้ผู้นำโลกให้ความร่วมมือเพื่อ ‘ปรับตัวอย่างซื่อสัตย์และอิงตามหลักวิทยาศาสตร์’

แต่เราก็ยังใช้น้ำได้ปกติดีนะ?

จริงอยู่ที่ว่า ไม่ใช่ทุกลุ่มน้ำและทุกประเทศจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เพราะอย่างเช่น ไทยเรา ก็ไม่รู้สึกถึงความขาดแคลนมากเท่าไหร่ เนื่องจากทุกวันนี้เรายังใช้น้ำได้ปกติดี

แต่อีกหลายพื้นที่ เช่น ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ปัญหาขาดแคลนน้ำนั้นรุนแรงมาก แถมมีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ การผลิตน้ำจืดจากทะเลต้องใช้พลังงานสูง รวมถึงพายุทรายและฝุ่นละออง 

หรือในบางพื้นที่ของเอเชียใต้ การเกษตรที่พึ่งพาน้ำบาดาลและการขยายตัวของเมือง ได้ส่งผลให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างต่อเนื่องและเกิดการทรุดตัวของดินในบางพื้นที่

ภัยแล้งในอิตาลี ทำน้ำลด บ้านที่เคยจมก้นทะเลสาบโผล่ Cr.AFP

สัญญาณว่าโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤต 

หรือถ้ามองภาพกว้างขึ้นมาหน่อย รายงานฉบับนี้อ้างอิงชุดข้อมูลทั่วโลกและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ นำเสนอภาพรวมเชิงสถิติที่ชัดเจนของแนวโน้มต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ 

  • กว่า 70% ของแหล่งน้ำบาดาลหลักของโลกกำลังลดระดับลง 
  • 50% ของทะเลสาบขนาดใหญ่ทั่วโลกสูญเสียปริมาณน้ำไปตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 (25% ของประชากรโลกพึ่งพาอาศัยทะเลสาบเหล่านี้โดยตรง)
  • 410 ล้านเฮกตาร์ คือพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีขนาดเทียบเท่าทวีปยุโรป ถูกทำลายไปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
  • มากกว่า 30% มวลธารน้ำแข็งทั่วโลกหายไปในหลายพื้นที่ตั้งแต่ปี 1970 
  • 50 ปีขึ้นไป คือระยะเวลาที่ลุ่มน้ำและแหล่งน้ำใต้ดินหลายแห่งใช้น้ำเกินปริมาณที่กำหนดไว้
  • 100 ล้านเฮกตาร์ คือพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจากปัญหาดินเค็ม

Cr.Reuters  

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อมนุษย์

  • 75% ประชากรโลก จัดอยู่ในกลุ่มขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง
  • 2 พันล้านคน กำลังอาศัยอยู่บนดินที่กำลังทรุดตัวลง
  • 25 ซม. คือระดับน้ำลดลงเฉลี่ยต่อปีในบางเมือง
  • 1.8 พันล้านคน คือจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยแล้ง
  • 307 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คือค่าใช้จ่ายประจำปีทั่วโลกที่นำไปใช้แก้ปัญหาภัยแล้ง
  • 2.2 พันล้านคน ขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย 
  • 3.5 พันล้านคนขาดแคลนระบบสุขาภิบาลที่สะอาดและปลอดภัย

Cr.Reuters  

“จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเกษตรกรหลายล้านคนดิ้นรนพยายามปลูกพืชผลให้มากขึ้นเพื่อยกระดับชีวิต แต่แหล่งน้ำที่ใช้ได้กลับลดน้อยลง ปนเปื้อน และกำลังหมดไป หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเกษตรที่ใช้น้ำได้อย่างยั่งยืนในเร็ววันนี้ ภาวะล้มละลายทางน้ำ จะลุกลามอย่างรวดเร็วแน่นอน” ดาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ กล่าว

ถ้าเป็น "ภัยแล้ง" เรามักจะคิดว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราว เดี๋ยวฝนตกก็หาย แต่ "ภาวะล้มละลาย" คือความผิดพลาดเชิงโครงสร้างที่มนุษย์ทำตัวเอง (Anthropogenic Drought) เช่น การทำเกษตรที่ใช้น้ำมหาศาลในพื้นที่แห้งแล้ง หรือการสร้างเมืองทับทางน้ำ จนเกิดระบบ "ถังแตก" ถาวร

"เราต้องหยุดหลอกตัวเองว่านี่คือวิกฤตชั่วคราว แต่ต้องยอมรับว่าเรา 'ล้มละลาย' แล้ว เพื่อจะได้เริ่มกระบวนการจัดสรรทรัพยากรที่เหลืออยู่ให้ยุติธรรมที่สุด" — Kaveh Madani

อีกหนึ่งสิ่งที่มนุษย์ต้องปรับตัว นอกจากลดโลกร้อนคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำที่ไม่ฟุ่มเฟือย และเลิกมองว่า น้ำจะมีให้ใช้ตลอดไป 

ที่มาข้อมูล

The United Nations University

related