
SHORT CUT
เอลนีโญปี 2569 ดันอากาศร้อน–แล้ง หนุนดีมานด์เครื่องดื่ม ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ทุ่ม 2,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิต เสริมซัพพลายเชน รับตลาดผันผวนเร็ว
ในช่วงปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะที่ยากลำบากจากปรากฏการณ์ ลานีญา ซึ่งส่งผลให้อากาศมีความชื้นสูง อุณหภูมิลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ย และมีฝนตกชุก สภาพอากาศที่เย็นลงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายเครื่องดื่มในภาพรวม ทำให้ธุรกิจเกิดการชะลอตัวเนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการเครื่องดื่มเพื่อดับกระหายลดลง แม้ว่ากลุ่มสินค้าบางประเภทอย่างกาแฟพร้อมดื่มจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเพราะเป็นการบริโภคตามความเคยชิน แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมก็ยังถือว่าอยู่ในภาวะซบเซาตามสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำมาซึ่งสภาวะภัยแล้ง อากาศที่ร้อนจัด และฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน สัญญาณนี้เริ่มเห็นชัดจากการที่อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาพุ่งสูงกว่าปีทีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สภาพอากาศที่ร้อนแรงนี้ถือเป็น "ปัจจัยบวก" สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ตลาดเครื่องดื่มกลับมาฟื้นตัวและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคจะมีความต้องการเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นเพื่อคลายความร้อน
ทั้งนี้เพื่อรองรับโอกาสจากการเติบโตในสภาวะเอลนีโญ ซันโทรี่ แป๊บซี่โค (Suntory PepsiCo) จึงได้ตัดสินใจขยายโรงงานและติดตั้งสายการผลิตใหม่ โดยเน้นไปที่เทคโนโลยี Aseptic Line ซึ่งเป็นสายการผลิตปลอดเชื้อที่ทันสมัย การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการจ้างผลิต (OEM) มาเป็นการผลิตสินค้ากลุ่มชา (Tea Plus) และกาแฟ (Boss Coffee) ด้วยตนเอง เพื่อสร้างความคล่องตัว (Agility) ในการดำเนิธุรกิจ เพราะในวันที่อากาศร้อนจัด ความเร็วในการผลิตและกระจายสินค้าให้ทันต่อความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างกะทันหันคือหัวใจสำคัญ
นอกจากความคล่องตัวในการตอบสนองตลาดแล้ว การลงทุนสร้างโรงงานเองยังช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น และพร้อมที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ จากญี่ปุ่นมาสู่ผู้บริโภคชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ในปัจจุบันต้นทุนวัตถุดิบอย่างเมล็ดกาแฟและภาษีความหวานจะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการใช้พลาสติกรีไซเคิล (rPET) ที่มีราคาสูงกว่าปกติ แต่บริษัทมองการลงทุนนี้เป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมรับมือกับความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
สำหรับการลงทุนจะใช้งบประมาณณกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานจังหวัดสระบุรี เพิ่มสายการผลิตใหม่ 2 สาย เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิต เสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน และรองรับการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มไทยในระยะยาว
โดย ‘มาทิแอส วอลลิน’ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความพร้อมของระบบซัพพลายเชนในอนาคต ซึ่งการขยายโรงงานดังกล่าวสะท้อนทิศทางเชิงกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่เร่งปรับพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะน้ำอัดลม แต่ขยายฐานไปสู่กลุ่มชาและกาแฟพร้อมดื่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่เติบโตต่อเนื่องในตลาดไทย
สำหรับสายการผลิตใหม่ทั้งสองสาย รองรับการผลิตทั้งเครื่องดื่มอัดลม และกลุ่มชา–กาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ ทีพลัส และ บอส คอฟฟี่ โดยย้ายฐานการผลิตมาเป็นระบบผลิตเองทั้งหมดในประเทศ ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น
ด้าน ‘อากิระ โนจิมะ’ รองประธานบริหารฝ่ายการผลิต โรงงานสระบุรี เปิดเผยว่า สายการผลิตที่ 5 และ 6 ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นรูปขวด PET การผสมและบรรจุเครื่องดื่ม ไปจนถึงการจัดเรียงสินค้า เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัยด้านอาหาร และประสิทธิภาพในการขนส่ง สำหรับสายการผลิตที่รองรับชาและกาแฟพร้อมดื่ม มีการนำระบบการผลิตแบบปลอดเชื้อ (Aseptic) มาใช้ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การสกัดใบชาและเมล็ดกาแฟ ไปจนถึงการบรรจุ เพื่อรักษาคุณภาพ กลิ่น และรสชาติของเครื่องดื่มให้ใกล้เคียงกับการชงสดมากที่สุด
อย่างรก็ตามเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบสองสายการผลิตใหม่นี้มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,500 ขวดต่อนาที ส่งผลให้โรงงานสระบุรีมีกำลังการผลิตรวมสูงสุดถึง 800 ล้านลิตรต่อปี ขณะเดียวกันโรงงานยังถูกออกแบบให้ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งระบบจัดการน้ำ การลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สอดรับกับแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร
ส่วน ‘จูนิชิโร ทาคาตะ’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์ซันโทรี่ มองว่า ความได้เปรียบของธุรกิจเครื่องดื่มในยุคปัจจุบัน อยู่ที่ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้รวดเร็ว และตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งการมีฐานการผลิตของตนเองช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการลงทุนขยายโรงงานสระบุรีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิต แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และการเปลี่ยนผ่านของตลาดเครื่องดื่มไทยในอนาคต