โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ กับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องจ่าย

โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ กับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องจ่าย

โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลกอาจต้องแลกมาด้วยความล่มสลายของระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดของไทย นี่คือการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือการทำลายธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ชั่วคราว?

SHORT CUT

  • โครงการต้องถมทะเลกว่า 12,000 ไร่ ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศที่สำคัญอย่างพื้นที่สงวนชีวมณฑล ป่าชายเลน และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารโดยตรง
  • การก่อสร้างขนาดใหญ่จะเปลี่ยนแปลงพลศาสตร์ชายฝั่ง ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง มลพิษจากเรือขนส่งสินค้า และส่งผลกระทบต่อถิ่นที่อยู่ของสัตว์ทะเลหายาก เช่น โลมาและเต่าทะเล
  • ภาคประชาชนกังวลเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะรายงานผลกระทบสิ่งแ

โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลกอาจต้องแลกมาด้วยความล่มสลายของระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดของไทย นี่คือการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือการทำลายธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ชั่วคราว?

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมสองฝั่งทะเล หรือ 'โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง' เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายในการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันเข้าด้วยกัน ซึ่งจะสร้างเส้นทางลัดเพื่อย่นระยะทางการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากทะเลจีนใต้สู่มหาสมุทรอินเดีย โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเชื่อว่าจะกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อขยับสถานะประเทศจากรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง 

แต่ราคาด้านสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องจ่าย จะคุ้มค่าหรือไม่?

การจะสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่สองแห่งในจังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง จะต้องมีพื้นที่ถมทะเลรวมมากกว่า 12,000 ไร่ ซึ่งสร้างความกังวลว่าจะกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง และระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะการถมพื้นที่ฝั่งระนองนั้น เป็นพื้นที่ที่ทับซ้อนกับ 'พื้นที่สงวนชีวมณฑล' โดยยูเนสโก และป่าชายเลนที่ขึ้นชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย เป็นบ้านของสัตว์ทะเลหายากและนกอพยพนานาชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมี 'ดอนตาแพ้ว' และแนวปะการังน้ำตื้นรอบเกาะพิทักษ์ ซึ่งเปรียบเสมือนตู้กับข้าวของคนใต้และแหล่งวางไข่สำคัญของปลาทูไทย การถมทะเลและการขุดลอกร่องน้ำลึกจะทำลายแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำอย่างสิ้นเชิง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งประเทศ

การสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำทะเลขนาดใหญ่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลศาสตร์ชายฝั่งและการไหลเวียนของกระแสน้ำตามธรรมชาติ ทำให้น้ำไหลเวียนช้าลงจนอุณหภูมิและความเค็มเปลี่ยนไป สัตว์ทะเลหายากอย่าง โลมาและเต่าตนุ อาจต้องทิ้งถิ่นที่อยู่เดิม 

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการสะสมของตะกอนเลนจะเปลี่ยนสภาพหาดทรายสวยงามให้กลายเป็นโคลนตม และตามมาด้วยมลพิษจากเรือขนส่งสินค้า ทั้งคราบน้ำมัน สารเคมีปนเปื้อน รวมถึงฝุ่น PM2.5 จากการขนส่งต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนและคนรุ่นใหม่กังวลใจมากที่สุด คือความโปร่งใสของข้อมูล นักวิชาการทางทะเลระบุว่า รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) มีตัวเลขสัตว์หน้าดินต่ำกว่าความเป็นจริงนับหมื่นล้านตัว และกำหนดรัศมีการศึกษาผลกระทบเพียง 5 กิโลเมตร ซึ่งในความเป็นจริง มลพิษทางน้ำสามารถแพร่กระจายไปไกลกว่านั้นหลายเท่าตามกระแสน้ำและลม

บทสรุปของแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่เพียงแค่การเลือกข้างระหว่าง 'เศรษฐกิจ' หรือ 'สิ่งแวดล้อม' แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าที่แท้จริง ว่าเรากำลังนำทรัพยากรระดับมรดกโลกไปแลกกับกำไรที่อาจตกอยู่ในมือคนเพียงกลุ่มเดียวหรือไม่ เพราะธรรมชาติที่พังทลายลงไปนั้น... ไม่มีงบประมาณก้อนไหนสามารถซื้อคืนกลับมาได้