
เมื่อวิกฤตโลกรวนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป SPRiNG และ LOOPERS ชวนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในงาน HOPE TALK: Climate Change ใคร MADE CHANGE? เวทีเสวนาที่พลิกมุมมอง ในวันที่ 5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) จากการขับเคลื่อนด้วย "ความกลัว" สู่การเริ่มต้นด้วย "ความหวัง" เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้โลก
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญและทำให้เวที "HOPE TALK: Climate Change ใคร MADE CHANGE?" มีความแตกต่างด้านสิ่งแวดล้อม คือความกล้าที่จะ "เปลี่ยนเลนส์" ในการมองปัญหา งานนี้ไม่ได้เริ่มต้นการพูดคุยด้วยตัวเลขสถิติ แต่ชวนให้ทุกคนตั้งคำถามที่ท้าทายว่า "เราจะคุยเรื่อง Climate Change โดยไม่หมดหวังกับอนาคตได้อย่างไร" และ "ถึงเวลาตั้งคำถามใหม่เพื่อให้ Climate Change ไม่จบแค่การพูดคุย" นี่เป็นเวทีเสวนาในบรรยากาศสบายๆ ที่รวมตัวเหล่า Movement Makers หรือกลุ่มคนรักโลกในหลากหลายแวดวง
สมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด
กิติยา แสนทวีสุข ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ สายงานความยั่งยืนและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด หรือ TBC
พิชามาศ ชัยงาม ผู้ก่อตั้ง Loopers แพลตฟอร์มส่งต่อเสื้อผ้ามือ สองที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
มารีญา พูลเลิศลาภ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560 และนักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมจาก SOS Earth
อิมเมจ สุธิตา ชัยชนะสุวรรณ ศิลปินหญิง รองชนะเลิศรายการเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ซีซั่น 3
อวัช รัตนปิณฑะ นักแสดง ผู้ก่อตั้ง SAVE TAiLEY โปรเจกต์เพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทย และยังมีโปรเจกต์เพื่อสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อีกมากมาย
อิ๊น มาธวี รัตนวิจิตร ศิลปินจากค่าย XEBIS Entertainment
ทั้งหมดมาร่วมค้นหาคำตอบว่า เมื่อเรารู้เรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้นแล้ว อะไรคือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เราเริ่มลงมือทำจริงๆ และเราจะเปลี่ยนความกังวลเรื่องอนาคตของโลกให้กลายเป็นการลงมือทำที่ยั่งยืนได้อย่างไร งานนี้จึงไม่ใช่แค่การสื่อสารทิศทางเดียว แต่เป็นกระบวนการจุดประกายความหวังครั้งใหญ่ของสังคมไทย
บนเวที HOPE TALK นี้ มีหลากหลายมุมมองที่น่าสนใจ คุณสมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และ คุณอิมเมจ สุธิตา ชัยชนะสุวรรณ ได้แบ่งปันประสบการณ์ ว่า แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังคงมีพฤติกรรมรักษ์โลกที่ยังทำได้ไม่ดีพอในบางครั้ง เช่น การเผลอแยกขยะผิดประเภท หรือการเปิดน้ำทิ้งไว้ขณะแปรงฟัน การเปิดใจยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบนี้ เพราะเป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และไม่มีใครต้องรอให้ตัวเองสมบูรณ์แบบถึงจะเริ่มรักษ์โลกได้ ทุกคนมีสิทธิ์ผิดพลาด แต่สิ่งสำคัญคือการตระหนักรู้และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมๆ กัน ซึ่งวิทยากรท่านอื่นได้เสนอไอเดียสนุกๆ อย่างการแปะสติ๊กเกอร์เตือนใจไว้ที่กระจกห้องน้ำ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในทุกเช้า
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าสนใจคือ "What is reflection" ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์สมมติเพื่อดึงเอาความคิดของ Movement Makers แต่ละท่านออกมา
ภาพสมมติคำถามที่ 1: หากประเทศไทยใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% แน่นอนว่ามลพิษทางอากาศและการพึ่งพาน้ำมันจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีข้อกังวลว่าแหล่งผลิตไฟฟ้าของเรายังคงมาจากพลังงานฟอสซิลหรือไม่ และประเทศมีมาตรการรองรับ "ขยะแบตเตอรี่" ที่จะกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตในอนาคตแล้วหรือยัง
ภาพสมมติคำถามที่ 2: หากคนไทยแยกขยะอย่างสมบูรณ์แบบ 100% กระบวนการจัดการและการรีไซเคิลจะลื่นไหลขั้นสุด ซึ่งสิ่งนี้จะส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อ "พฤติกรรมการบริโภค" ประชาชนจะเริ่มเรียกร้องบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก สร้างแรงกดดันให้กลุ่มทุนและผู้ประกอบการต้องปรับตัวขนานใหญ่
ภาพสมมติคำถามที่ 3: หากต้องทนอยู่กับฝุ่น PM 2.5 ระดับสีแดงทั้งปี ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ปัญหาทางเดินหายใจ แต่จะกัดกินลึกไปถึงปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health) และกดทับพัฒนาการรวมถึงสติปัญญา (IQ) ของเด็กเกิดใหม่ ซึ่งต้นตอสำคัญมาจากระบบเศรษฐกิจและการเผาป่า ทางออกที่ทุกคนช่วยได้คือการลดบริโภคเนื้อสัตว์ (หันมาทาน Plant-based) เพื่อลดห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ หรือการยอมอุดหนุนสินค้าเกษตรในราคาที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนให้เกษตรกรไม่ต้องพึ่งพาการเผา
ภาพสมมติคำถามที่ 4 และ 5: หากโลกไม่มีพลาสติกให้ใช้ ชีวิตในช่วงแรกจะปั่นป่วนและยากลำบาก ทว่าขยะจะลดลงมหาศาล ในขณะเดียวกันกับประเด็นเรื่อง "หากอากาศสะอาดต้องซื้อด้วยเงิน" Movement Makers ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันเรากำลังซื้ออากาศบริสุทธิ์ผ่านเครื่องฟอกอากาศอยู่แล้ว ทั้งที่ความจริงอากาศและน้ำสะอาดควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้ฟรี
ภาพสมมติที่ 6 และ 7: หากกรุงเทพฯ ต้องจมน้ำในอีก 30 ปี สิ่งนี้ตอกย้ำว่าเป้าหมาย Net Zero ของเราอาจไม่ทันท่วงที เราต้องการนวัตกรรมเชิง "การปรับตัว" ขั้นสูง เช่น การหาพื้นที่อพยพรับมือ หรือเกษตรกรรมที่ทนน้ำเค็ม ยิ่งไปกว่านั้น หากแหล่งน้ำเต็มไปด้วย "ปลาหมอคางดำ" ความหลากหลายทางชีวภาพจะสูญสิ้น ระบบนิเวศจะล่มสลาย และลุกลามสู่วิกฤตความมั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง
พื้นที่ของการพูดคุยได้เปรียบเทียบกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนเป็นเสมือน "เมนูอาหาร" ที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป คุณอวัช รัตนปิณฑะ เปรียบการเริ่มต้นรักษ์โลกเหมือน "ข้าวไข่เจียว" เมนูแสนง่ายที่ทุกคนทำได้ที่บ้าน และต่อยอดความสนุกได้ด้วยการขอวัตถุดิบความร่วมมือจากเพื่อนๆ ด้านคุณมารีญา พูลเลิศลาภ ยกตัวอย่าง "ส้มตำไม่ใส่น้ำตาล" สะท้อนว่าทุกคนมีรสชาติที่ชอบต่างกัน การรณรงค์จึงต้องเชื่อมโยงกับ "สิ่งที่เขารัก" เช่น การสื่อสารเรื่องอันตรายของพลาสติกที่เข้าสู่กระแสเลือด เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรักสุขภาพให้หันมาแคร์สิ่งแวดล้อม
ส่วน สมิชฌน์ เพ็ชร์ดี จากอายิโนะโมะโต๊ะ นำเสนอ "เมนูแห่งความสุข" ที่เน้นให้โครงการสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย และสร้างรอยยิ้ม เช่น การนำบรรจุภัณฑ์ไปรีไซเคิลเป็นโต๊ะเรียนให้เด็กนักเรียน ปิดท้ายด้วย คุณกิติยา แสนทวีสุข จากบริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด ที่นำเสนอเมนู "แกงโฮะ" การนำสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่ามาปรุงแต่งใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านโครงการ Aluminum Loop ที่จัดการขยะขวดแก้วและพลาสติกบนเกาะที่ขนส่งยาก ให้กลายเป็นกระป๋องอลูมิเนียมน้ำหนักเบา นำมารีไซเคิลใหม่ได้ 100% ภายใน 3 เดือน ถือเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เห็นผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงท้ายของการเสวนา ภาพฝันในอีก 5 ปีข้างหน้าของวิทยากรทุกคนไม่ได้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่เป็นภาพของความเป็นมนุษย์ที่เรียบง่ายที่สุด พวกเขาอยากเห็น "ฤดูกาลที่กลับมาเป็นปกติ" อยากให้โลกใบนี้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากพอที่คนหนุ่มสาวจะกล้าสร้างครอบครัวและมีลูก หวังที่จะได้ตื่นมาสูดอากาศบริสุทธิ์โดยไม่ต้องหลบซ่อนอยู่หลังเครื่องฟอกอากาศ และที่สำคัญที่สุดคือ ความคาดหวังที่จะเห็นเรื่องความยั่งยืนและการแยกขยะ กลายเป็นวิถีชีวิตปกติ (New Normal) ที่ฝังรากลึกอยู่ในกิจวัตรประจำวันของทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีข้อบังคับทางกฎหมาย นี่คือความหวังที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของมนุษยชาติอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า ปัญหาด้านพลังงาน การจัดการขยะ และสิ่งแวดล้อม เป็นวาระเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องจับมือกันแก้ไข ณ วันนี้
นอกเหนือจากการเสวนาบนเวทีที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ Helix Garden ชั้น 5 ศูนย์การค้า EMQUARTIER ตั้งแต่เวลา 13.00 – 17.00 น. นั้น ภายในงานยังพร้อมเปลี่ยนพลังแห่งความหวังให้กลายเป็นการลงมือทำจริง ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์มากมาย เพื่อให้คุณได้มาร่วมคุยเรื่องโลกที่กำลังเปลี่ยนด้วยความหวังที่ยังเปลี่ยนโลกได้ โดยในช่วงท้ายของงานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ อาทิ นำซองวิบวับ หรือ ฝาขวดพลาสติก จำนวน 3 ชิ้น มาเเลกทำ GRAB&GO ECO-KEYCHAIN กับ AJINOMOTO เดอะมอลล์ กรุ๊ป เชิญทุกคน มารักษ์โลกแบบมีสไตล์ไปด้วยกัน เพียงนำขวดพลาสติก (PET) จำนวน 10 ขวด มาหยอดที่ตู้คืนขวดอัตโนมัติ แลกรับสิทธิ์เข้า Exclusive Workshop เพนต์แก้วน้ำและแจกันดอกไม้ พิเศษ!
BlOOMING MESSAGES โปสการ์ด เขียนความหวังฝากให้โลกค่อย ๆ ผลิบาน กับ LOOPERS พร้อม Mini Concert และ Meet & Greet จากศิลปิน HatoBito และ LUMIN+US