'ต้นไม้' อาจกักเก็บคาร์บอนได้น้อยกว่าคาด กระทบศักยภาพลดโลกร้อน

'ต้นไม้' อาจกักเก็บคาร์บอนได้น้อยกว่าคาด กระทบศักยภาพลดโลกร้อน

วิจัยใหม่พบ ต้นไม้อาจกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวได้น้อยกว่าที่คาด เนื่องจากการสังเคราะห์แสงไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างเนื้อไม้ ซึ่งอาจส่งผลต่อป่าไม้ในการช่วยโลกร้อน

SHORT CUT

  • ผลการศึกษาใหม่ชี้ให้เห็นว่า ต้นไม้อาจกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์แสงไม่ได้เปลี่ยนเป็นเนื้อไม้ (ซึ่งเป็นส่วนที่กักเก็บคาร์บอนได้นานนับร้อยปี) เสมอไป
  • ต้นไม้ในหลายพื้นที่หยุดสร้างเนื้อไม้ล่วงหน้าหลายเดือนก่อนที่การสังเคราะห์แสงตามฤดูกาลจะสิ้นสุดลง หากคาร์บอนถูกนำไปสร้างส่วนที่มีอายุสั้น เช่น ใบไม้ ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนระยะยาวของป่าก็จะลดลง
  • การสร้างเนื้อไม้จะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศไม่ร้อนจัดและมีความแห้งแล้งต่ำเท่านั้น เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นจนเกิดคลื่นความร้อนและภัยแล้งบ่อยครั้ง ต้นไม้จะหยุดการสร้างเนื้อไม้แทบจะในทันที แม้ว่ากระบวนการสังเคราะห์แสงจะยังคงดำเนินต่อไปด้วยอัตราที่ลดลงเล็กน้อยก็ตาม

วิจัยใหม่พบ ต้นไม้อาจกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวได้น้อยกว่าที่คาด เนื่องจากการสังเคราะห์แสงไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างเนื้อไม้ ซึ่งอาจส่งผลต่อป่าไม้ในการช่วยโลกร้อน

ผลการศึกษาใหม่แสดงให้เห็นว่าต้นไม้อาจมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้น้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หลังจากนักวิทยาศาสตร์พบว่า การสังเคราะห์แสงไม่ได้นำไปสู่การเจริญเติบโตของเนื้อไม้เสมอไป

ทีมนักวิทยาศาสตร์ศึกษาพื้นที่ป่า 137 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา และพบว่า ต้นไม้ในหลายพื้นที่หยุดการเจริญเติบโตล่วงหน้าหลายเดือนก่อนที่กระบวนการสังเคราะห์แสงจะสิ้นสุดลงตามฤดูกาล

CREDIT : REUTERS

'ป่าไม้' เปรียบเสมือนด่านหน้าสำคัญที่ช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศและเปลี่ยนให้กลายเป็นเนื้อไม้

CREDIT : REUTERS

กระบวนการนี้ช่วยกักเก็บโมเลกุลที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนไม่ให้กลับสู่ชั้นบรรยากาศได้ยาวนานหลายสิบถึงหลายร้อยปี ซึ่งมีประสิทธิภาพและยาวนานกว่าการนำคาร์บอนไปใช้ในรูปแบบอื่น

ในปัจจุบัน แม้การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น แต่ต้นไม้ก็ยังคงสามารถดูดซับส่วนเกินเหล่านี้ได้

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจึงประเมินว่า แหล่งดูดซับคาร์บอนบนพื้นดินจะยังคงมีเสถียรภาพหรืออาจมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตลอดช่วงศตวรรษที่ 21 อย่างไรก็ดี แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่กลับยังคงประเมินการดูดซับคาร์บอนโดยอิงจากอัตราการสังเคราะห์แสง แทนที่จะวัดจากการเจริญเติบโตของเนื้อไม้โดยตรง

มูกุนด์ ปาลัต ราโอ (Mukund Palat Rao) นักวิทยาศาสตร์ด้านวัฏจักรคาร์บอนจากหอดูดาว Lamont-Doherty Earth Observatory แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบี และหัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า ปัจจุบัน แบบจำลองส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าหากต้นไม้สามารถสังเคราะห์แสงได้ ก็จะสามารถเจริญเติบโตได้เช่นกัน

แต่ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า สมมติฐานดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อมูลภาคสนาม พร้อมเสริมว่า การสังเคราะห์แสงที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การเติบโตของต้นไม้มากขึ้นในอนาคตเสมอไป

จากการสำรวจในพื้นที่ทางตะวันออกของสหรัฐฯ นักวิจัยพบว่า ต้นไม้ยังคงดูดซับคาร์บอนได้ราว 36% ของปริมาณทั้งปี หลังจากการเจริญเติบโตของเนื้อไม้หยุดลงในช่วงปลายฤดูร้อน ขณะที่พื้นที่ในรัฐแคลิฟอร์เนียมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 26%

CREDIT : REUTERS

นอกจากนี้ การตรวจวัดอย่างละเอียดในพื้นที่วิจัย 4 แห่งยังพบว่า การเจริญเติบโตของเนื้อไม้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศมีความแห้งแล้งต่ำและอุณหภูมิไม่สูงมาก ซึ่งสภาพแวดล้อมลักษณะนี้กำลังเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้คลื่นความร้อนและภัยแล้งเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น

ราโอ กล่าวว่า ทันทีที่สภาพอากาศร้อนและแห้ง การเจริญเติบโตของต้นไม้จะหยุดลงแทบจะในทันที ในขณะที่กระบวนการสังเคราะห์แสงเหมือนจะยังคงดำเนินต่อไปในอัตราที่ลดลงเล็กน้อย

 

รายงานอีกฉบับที่เผยแพร่ออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ระบุว่า มนุษยชาติจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศให้รวดเร็วยิ่งกว่าการขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน มาตรการบนพื้นดิน เช่น การปลูกต้นไม้ ยังคงเป็นความพยายามหลักของมนุษย์ในการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ของโลก ขณะที่เทคโนโลยีเครื่องจักรและกระบวนการทางเคมีมีสัดส่วนเพียง 0.1% ของปริมาณการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกที่อยู่ราว 2,200 ล้านตันต่อปี

ขณะนี้ คณะนักวิจัยกำลังศึกษาต่อว่า ปรากฏการณ์การสังเคราะห์แสงและการเติบโตของเนื้อไม้ที่ไม่สัมพันธ์กันนั้น จะพบในพันธุ์ไม้ชนิดอื่นและในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกด้วยหรือไม่

พร้อมเสริมว่า ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของป่าไม้ในการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนที่ต้นไม้ดูดซับและนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของเนื้อไม้ หากคาร์บอนที่ดูดซับได้ถูกนำไปใช้ในส่วนที่มีอายุสั้น เช่น ใบไม้ หรือกระบวนการภายในต้นไม้มากขึ้น ประสิทธิภาพของป่าไม้ในการทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนก็จะลดลงตามไปด้วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์ สรุปว่า แบบจำลองระบบโลกที่ยังคงสมมติให้การสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตของต้นไม้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนั้นอาจประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ในอนาคตสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะภายใต้สภาวะที่ความต้องการความชื้นในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะโลกร้อน

ที่มา : The Guardian

related