
SHORT CUT
กำแพงเมืองจีนแห่งใหม่ที่สร้างจากป่าไม่ใช่ปูน เมื่อจีนยืนยันความสำเร็จในการปลูกต้นไม้หลายพันล้านต้น จนทะเลทรายกลายเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน
ประเทศจีนมีกำแพงเมืองจีนแห่งใหม่ที่เรียกว่า 'กำแพงเขียวขจี' ซึ่งเกิดจากแนวต้นไม้และพุ่มไม้ขนาดใหญ่ที่เรียงรายอยู่ตามเชิงทะเลทรายทางตอนเหนือ มันถูกออกแบบมาเพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของทะเลทรายอย่างต่อเนื่อง และกำลังทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นให้คงที่
ทะเลทรายทาคลามากัน ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลกและเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ บางครั้งถูกเรียกว่า 'ทะเลแห่งความตาย' และ 'สถานที่ที่ไม่อาจหวนกลับ' เนื่องจากภูมิประเทศที่แห้งแล้ง เต็มไปด้วยเนินทรายสูงตระหง่าน และมีสัตว์ป่าน้อยมาก
นับตั้งแต่ปี 1978 จีนได้ริเริ่มโครงการปลูกป่าครั้งใหญ่ตามแนวชายแดนทางใต้ของประเทศ โดยปลูกต้นไม้เพื่อป้องกันไม่ให้ทะเลทรายกลืนกินพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันพายุทราย ซึ่งบางครั้งมีความรุนแรงมากจนพัดถึงกรุงปักกิ่ง และเพื่อยับยั้งการขยายตัวของทะเลทรายโกบีและพื้นที่แห้งแล้งอื่นๆ
ต่อมาในปี 2024 รัฐบาลประกาศความสำเร็จในการสร้างแนวป่าสีเขียวรอบทะเลทรายทาคลามากัน ซึ่งมีความยาว 3,046 กิโลเมตร ด้วยการปลูกต้นไม้และพุ่มไม้หลายพันล้านต้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าโครงการนี้กำลังสร้างผลกระทบในด้านดี ต่อทั้งต่อระบบนิเวศในท้องถิ่นและวัฏจักรคาร์บอนทั่วโลก
ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมการสังเคราะห์แสงที่เพิ่มขึ้นจากการปลูกป่า ได้เปลี่ยนทะเลทรายให้กลายเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระหว่างปี 2004 - 2017 ทะเลทรายทาคลามากันดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8.3 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ปล่อยออกมาเพียงประมาณ 6.7 ล้านตัน ซึ่งนับว่าเป็นการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาล
นักวิจัยกล่าวด้วยว่างานของพวกเขานำเสนอ 'หลักฐานที่ชัดเจน' ว่าการแทรกแซงโดยมนุษย์สามารถเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพได้จริง แม้แต่ในภูมิประเทศที่แห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่ถูกยับยั้งได้ด้วยโครงการปลูกป่าเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น โลกจำเป็นต้องใช้ วิธีการแบบรอบด้านโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่การทยอย 'เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล'