
SHORT CUT
ปี2569 หลายพื้นที่ทั่วโลกเสี่ยงเผชิญภัยแล้งหนัก งานวิจัย เผย ไทย-เวียดนาม-อาเซียน เสี่ยงเอลนีโญ ถล่ม! สาเหตุจาก อากาศร้อนชื้น เมืองขยายเร็ว คนแน่น
โลกกำลังเผชิญภาวะโลกรวนอย่างชัดเจน สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงและคาดเดาได้ยาก ขณะที่ปี 2569 หลายประเทศกำลังจับตาการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็นซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วโลกเสี่ยงเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และปัญหาขาดแคลนน้ำ กระทบทั้งการดำรงชีวิตของผู้คน ภาคเกษตร การผลิตอาหาร และเศรษฐกิจในวงกว้าง
รายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เรื่อง A globally comparable framework for heat risk assessment in cities (2026) ระบุว่า ได้มีการประเมินความเสี่ยงจากความร้อนของเมืองทั่วโลก พบว่า นครโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม มีความเสี่ยงสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ขณะที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการของไทย อยู่ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ
นักวิจัย ระบุว่า ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากอุณหภูมิที่สูงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากสภาพอากาศร้อนชื้นที่ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยาก ประกอบกับปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ความหนาแน่นของประชากร แรงงานจำนวนมากที่ต้องทำงานกลางแจ้ง รวมถึงการเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในเขตลุ่มต่ำใกล้ชายฝั่ง จึงเสี่ยงเผชิญทั้งคลื่นความร้อนและน้ำท่วม
งานวิจัย ยังเตือนว่า คลื่นความร้อนทั่วโลกมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ประเทศไทยได้เริ่มเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำ หลังคาดว่าผลกระทบจากเอลนีโญอาจทำให้ภาวะน้ำน้อยต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตาปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงจนพัฒนาเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" หลังแบบจำลองสภาพภูมิอากาศพบสัญญาณอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มสูงผิดปกติ ประกอบกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้โลกอาจเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงกว่าที่เคย
ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า หากซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นจริง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และปาปัวนิวกินี จะเผชิญภัยแล้งยาวนาน ปริมาณฝนลดลง กระทบแหล่งน้ำ การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงไฟป่าครั้งใหญ่
ขณะเดียวกัน พื้นที่ฝั่งอเมริกาใต้จะมีโอกาสเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มเกิดพายุไต้ฝุ่นรุนแรงและบ่อยขึ้น ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงผิดปกติยังเสี่ยงทำให้ปะการังฟอกขาวและกระทบระบบนิเวศทางทะเลในวงกว้าง
นักวิทยาศาสตร์ คาดว่า แรงส่งจากซูเปอร์เอลนีโญอาจผลักดันให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงต่อเนื่อง และมีโอกาสทำให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการคาดการณ์ยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ เตรียมรับมือภัยแล้ง คลื่นความร้อน และสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก
ที่มา: มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เรื่อง A globally comparable framework for heat risk assessment in cities (2026) , CNN