‘เอลนีโญ’ ถล่มสวนปาล์มผลผลิตหาย-นากหญ้ากัดกินซ้ำเติมไปอีก

‘เอลนีโญ’ ถล่มสวนปาล์มผลผลิตหาย-นากหญ้ากัดกินซ้ำเติมไปอีก

‘เอลนีโญ’ ถล่มสวนปาล์มผลผลิตหาย-นากหญ้ากัดกินซ้ำเติมไปอีก จี้รัฐเลิกคุมราคาปาล์มขวด ให้เป็นไปตามกลไกตลาด

SHORT CUT

  • 'เอลนีโญ' ฉุดผลผลิตปาล์ม 20-30% โรงงานแย่งซื้อ ดันราคาผลปาล์มสดพุ่งแตะ 9.80 บาท/กก. แต่ชาวสวนย้ำรายได้เพิ่มแค่ชดเชยผลผลิตที่หายไป
  • ชาวสวนจี้ 'กระทรวงพาณิชย์' เลิกคุมราคาน้ำมันปาล์มขวด ขอปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด และใช้มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแทนการกดราคาต้นทาง
  • สวนปาล์มชุมพรเจอ 'นากหญ้า' บุกกัดต้นอ่อนเสียหาย สัตว์ต่างถิ่นจากอเมริกาใต้เริ่มสร้างผลกระทบต่อพื้นที่เกษตร จนชาวบ้านเรียกร้องให้เร่งควบคุมและเยียวยาเกษตรกร

‘เอลนีโญ’ ถล่มสวนปาล์มผลผลิตหาย-นากหญ้ากัดกินซ้ำเติมไปอีก จี้รัฐเลิกคุมราคาปาล์มขวด ให้เป็นไปตามกลไกตลาด

ก่อนหน้านี้ 'เอลนีโญ' สร้างบาดแผลให้ภาคเกษตรทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ล่าสุด 'สวนปาล์มน้ำมัน' กำลังเผชิญวิกฤติรอบใหม่ เมื่อภัยแล้งจากเอลนีโญที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเริ่มส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ยังต้องเจอกับปัญหา 'นากหญ้า' บุกทำลายต้นปาล์มในหลายพื้นที่ของจังหวัดชุมพร ซ้ำเติมความเสียหายให้เกษตรกร

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยลดลงราว 20-30% จากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตหมุนเวียนในตลาดเหลือเพียงประมาณ 1.1 ล้านตัน โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มต้องแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบอย่างหนัก ดันราคาผลปาล์มสดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ ปรับขึ้นแตะประมาณ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม

แม้ราคาปาล์มจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ชาวสวนย้ำว่าไม่ได้หมายถึงรายได้เพิ่มขึ้น เพราะผลผลิตที่ลดลงทำให้รายรับที่ได้เป็นเพียงการชดเชยปริมาณที่หายไปเท่านั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐยกเลิกการควบคุมเพดานราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด และปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด พร้อมเสนอให้ใช้มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือโครงการธงฟ้า แทนการกดราคาสินค้าที่ต้นทางจนกระทบเกษตรกร

ขณะเดียวกัน ชาวสวนปาล์มในจังหวัดชุมพรยังต้องเผชิญ 'เคราะห์ซ้ำ' เมื่อ 'นากหญ้า' บุกกัดแทะโคนต้นปาล์มน้ำมันอายุ 1-2 ปี จนยืนต้นตายและเหี่ยวเฉาเป็นจำนวนมาก โดยสวนแห่งหนึ่งในอำเภอท่าแซะได้รับความเสียหายกว่า 300 ต้น จากทั้งหมด 500 ต้น แม้เจ้าของสวนจะพยายามป้องกันหลายวิธี แต่ยังไม่สามารถควบคุมปัญหาได้ ขณะที่ชาวสวนในพื้นที่ใกล้เคียงก็เริ่มได้รับผลกระทบเช่นกัน จนมีการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการควบคุมและเยียวยา

สำหรับ 'นากหญ้า' เป็นสัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ถูกนำเข้าไทยตั้งแต่ปี 2537 เพื่อเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำหรับอุตสาหกรรมขนสัตว์ แต่เมื่อธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ บางส่วนถูกปล่อยหรือหลุดสู่ธรรมชาติ ก่อนกลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) ที่เริ่มสร้างผลกระทบในหลายพื้นที่

เดิมนากหญ้ากินพืชเป็นอาหารหลัก ทั้งหญ้า พืชน้ำ เปลือกไม้ และลำต้นอ่อน เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นหรือเข้าไปอาศัยในพื้นที่เกษตร จึงสามารถกัดกินโคนต้นพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต้นปาล์มน้ำมันอายุน้อย ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตหรือยืนต้นตาย นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร หากไม่มีมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสม

วิกฤติปาล์มน้ำมันครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียง 'ภัยแล้ง' หรือ 'ราคาตลาด' เป็นตัวแปร หากแต่เป็นผลสะสมของทั้งสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนและปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่กำลังคุกคามภาคเกษตร เมื่อความเสี่ยงเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งจากธรรมชาติและระบบนิเวศ สิ่งที่ชาวสวนต้องการจึงไม่ใช่แค่ราคาที่เป็นธรรม แต่คือการบริหารจัดการที่ทันต่อปัญหา ก่อนที่วิกฤติในสวนปาล์มจะลุกลามกลายเป็นวิกฤติของทั้งห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจการเกษตรไทย

related