เตือนมหาสมุทรโลกวิกฤตหนัก ระดับน้ำทะเลเพิ่ม 2 เท่าในรอบ 10 ปี

เตือนมหาสมุทรโลกวิกฤตหนัก ระดับน้ำทะเลเพิ่ม 2 เท่าในรอบ 10 ปี

สหประชาชาติเตือนมหาสมุทรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากกิจกรรมมนุษย์ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน

SHORT CUT

  • รายงานจาก UN ชี้ว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลกเร่งตัวสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
  • กิจกรรมของมนุษย์ เช่น มลภาวะ การประมง และขยะพลาสติก เป็นสาเหตุหลักที่สร้างแรงกดดันรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล
  • นอกจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น อุณหภูมิน้ำทะเลยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย 16% ของความร้อนที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 1955 เกิดขึ้นหลังปี 2018

สหประชาชาติเตือนมหาสมุทรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากกิจกรรมมนุษย์ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน

รายงานประเมินสถานการณ์มหาสมุทรโลกฉบับล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มหาสมุทรทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่รุนแรงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเร่งตัวสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ปัจจัยกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งรวมถึงมลภาวะ การประมงเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และกิจกรรมของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ กำลังส่งผลสะสมต่อระบบนิเวศทางทะเล นำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้าง และทำให้มหาสมุทรทั่วโลกอยู่ภายใต้ภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง

รายงานการประเมินมหาสมุทรโลกครั้งที่ 3 จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์เกือบ 600 คนจาก 86 ประเทศ ได้ศึกษาสถานะของมหาสมุทรในช่วงปี 2021 - 2025 โดยรายงานฉบับก่อนหน้านี้ที่ครอบคลุมถึงปี 2018 พบว่าสภาพแวดล้อมทางทะเลเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง

 

เตือนมหาสมุทรโลกวิกฤตหนัก ระดับน้ำทะเลเพิ่ม 2 เท่าในรอบ 10 ปี

ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า นักวิทยาศาสตร์เข้าใจผลกระทบสะสมจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อมหาสมุทรมากขึ้น และพบว่าความเสียหายจำนวนมากเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้แก่

·   ระดับน้ำทะเลทั่วโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่เร่งตัวขึ้น จากเฉลี่ย 2 มิลลิเมตรต่อปีก่อนปี 2015 เป็น 4.3 มิลลิเมตรต่อปีในปี 2023

·   16% ของความร้อนในมหาสมุทรโลกที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 1955 เกิดขึ้นหลังจากปี 2018 เป็นต้นมา

·   พื้นที่ที่มีอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ มหาสมุทรแอตแลนติก และบริเวณตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

·   ความรู้เกี่ยวกับมหาสมุทรยังมีข้อจำกัด โดยมีพื้นมหาสมุทรที่ได้รับการสำรวจและทำแผนที่เพียง 27% ในปี 2025 ขณะที่ระบบนิเวศใต้ทะเลลึกยังเป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลน้อยมาก

รายงานยังระบุว่า โลกมีความก้าวหน้าในการคุ้มครองมหาสมุทรมากขึ้น รวมถึงสนธิสัญญาทะเลหลวงฉบับประวัติศาสตร์ที่มีผลบังคับใช้ในปีนี้ ซึ่งกำหนดกฎระเบียบระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองพื้นที่มหาสมุทร 2 ใน 3 ของโลกที่อยู่นอกเขตอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่ง

สนธิสัญญาดังกล่าว รวมถึง  สนธิสัญญาคุ้มครองมหาสมุทรอื่นๆ อีก 56 ฉบับ ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ลดการอุดหนุนที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม รายงานสรุปว่า ระบบการกำกับดูแลยังคงมีความกระจัดกระจายในแต่ละภาคส่วนและภูมิภาค และจำเป็นต้องได้รับการประสานงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

มหาสมุทรซึ่งครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 70% ของโลก มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเป็นแหล่งอาหาร แร่ธาตุ และพลังงานสำหรับมนุษย์ รายงานระบุว่า มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินไปแล้ว 90% และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปแล้ว 30%

นอกจากนี้ กระแสน้ำในมหาสมุทรที่ช่วยกระจายความร้อนในระดับโลกและระดับภูมิภาค กำลังเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ผลกระทบของกระแสน้ำต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตยังไม่มีการศึกษาอย่างเพียงพอ

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ  ปริมาณขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่ทะเลสูงถึง 52.1 ล้านตันต่อปี ซึ่งก่อเกิดอนุภาคไมโครพลาสติกกว่า 24.4 ล้านล้านตัน และส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลมากกว่า 4,000 ชนิด

รายงานทิ้งท้ายว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โครงสร้างการปกครองที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และภูมิรัฐศาสตร์

ประชากรโลกเพิ่มขึ้นจาก 7,700 คนในปี 2017 เป็น 8,200 คน ภายในปลายปี 2024 โดยประชากรมากกว่า 1 ใน 3 อาศัยอยู่ห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 100 กิโลเมตร และราว 11% อาศัยอยู่บนพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเลไม่เกิน 10 เมตร

ที่มา: The Guardian

related