
SHORT CUT
เวนิสอาจไม่สามารถรักษาสภาพเมืองเดิมไว้ได้ในระยะยาว หลังงานวิจัยเตือนน้ำทะเลสูงขึ้นคุกคามหนักและอาจบีบให้ต้องย้ายเมือง
งานวิจัยใหม่เตือนว่าเมืองเวนิสของอิตาลีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก กำลังเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการป้องกันอาจไม่เพียงพอในระยะยาว และหากสถานการณ์เลวร้ายอาจต้องย้ายเมืองและโบราณสถานสำคัญออกจากพื้นที่ในอนาคต
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ไม่มีมาตรการปรับตัวใด ๆ ที่จะสามารถรักษาเมืองเวนิสของอิตาลีไว้ได้ เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังเป็นภัยคุกคามที่จะจมเมืองทั้งเมือง
ในอนาคต “เวนิส” อาจต้องถูกบังคับให้ย้ายที่ตั้ง ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งหาวิธีปกป้องเมืองให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น
งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ได้ประเมินกลยุทธ์การปรับตัวที่มีอยู่และมาตรการที่เป็นไปได้สำหรับเมืองเวนิสของอิตาลี โดยพิจารณาจากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (IPCC)
“เวนิส” เมืองมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ที่ตั้งอยู่ภายในทะเลสาบเวนิส เผชิญปัญหาอุทกภัยเพิ่มมากขึ้นในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา และเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว อิทธิพลของพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่พัดเข้าถล่มภูมิภาค ส่งผลทำให้ระบายน้ำล้น ถนนหลายสายกลายเป็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก
ก่อนหน้านี้เหตุน้ำท่วมรุนแรงในปี 2019 ได้ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และสร้างความเสียหายให้กับ “เวนิส” คหลายร้อยล้านยูโร รวมถึงมหาวิหารซานมาร์โค แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้ในปี 2023 ได้มีการติดตั้งกำแพงกระจกและแผนบูรณะซ่อมแซมมูลค่า 3.3 ล้านยูโร (ราว 125 ล้านบาท) เพื่อปกป้องโบสถ์อายุ 900 ปีแห่งนี้ที่ยังคงอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเล
ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอแนวทางการปรับตัวที่เป็นไปได้ 3 ประการสำหรับเมืองเวนิส พร้อมเตือนว่าการดำเนินการอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น
ด้านผู้เขียนงานวิจัย ระบุว่า “เวนิส” เวเป็นตัวอย่างของความท้าทายที่พื้นที่ชายฝั่งระดับต่ำหลายแห่งจะต้องเผชิญเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอีกหลายศตวรรษข้างหน้า รวมถึง มัลดีฟส์และเนเธอร์แลนด์
นักวิจัยคาดว่า อาจจำเป็นต้องสร้างเขื่อนกั้นน้ำ หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากกว่า 0.5 เมตร ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในปี 2100 แม้ว่าจะควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับต่ำก็ตาม โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 500 ล้านยูโรถึง 4,500 ล้านยูโร
เขื่อนประเภทนี้เป็นคันดินหรือสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมที่ทำจากดิน ทรายหรือหิน สร้างขึ้นตามแนวชายฝั่งหรือแม่น้ำเพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงป้องกันน้ำท่วม
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การปิดทะเลสาบด้วย “ซุปเปอร์เลวี” (Super Levee) หรือคันกั้นน้ำขนาดใหญ่เสริมความแข็งแกร่งที่อาจปกป้องเมืองจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้ถึง 10 เมตร อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสำหรับวิธีนี้อาจสูงกว่า 30,000 ล้านยูโร
ในฐานะทางเลือกสุดท้าย ผลการศึกษา ชี้ว่า การย้ายเมือง ผู้อยู่อาศัย และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อาจจำเป็นต้องทำ หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน 4.5 เมตร ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังปี 2300 โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 100,000 ล้านยูโร
นักวิจัย เตือนว่า การก่อสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ เช่น กำแพงกั้นน้ำถาวร อาจใช้เวลานานระหว่าง 30 – 50 ปี ทำให้จึงจำเป็นต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต นิโคลส์ (Robert Nicholls) จากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทินดอลล์แห่ง มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย กล่าวว่า การวิเคราะห์ของทีมวิจัยแสดงให้เห็นว่าไม่มีกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเวนิส
แนวทางใดๆ ที่นำมาใช้จะต้องสร้างสมดุลระหว่างหลายปัจจัย รวมถึง ความเป็นอยู่ที่ดีและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ อนาคตของระบบนิเวศในทะเลสาบ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจน ประเพณีและวัฒนธรรมของภูมิภาค
ศาสตราจารย์นิโคลส์ เสริมว่า พื้นที่ชายฝั่งในระดับต่ำที่มีประชากรอาศัยอยู่ทั่วโลกควรตระหนักถึงความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในระยะยาว และควรเริ่มพิจารณามาตรการการปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้
นอกจากนี้ แม้ค่าใช้จ่ายในการปกป้อง “เวนิส” จะสูงมาก แต่ด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมือง มาตรการปรับตัวใด ๆ ก็อาจไม่สามารถรักษาเวนิสในรูปแบบที่เห็นในปัจจุบันไว้ได้ในระยะยาว
ทำไมระดับน้ำทะเลใน “เวนิส” จึงสูงขึ้น?
“เวนิส” เผชิญความเสี่ยงต่อน้ำท่วมอยู่แล้วในช่วงน้ำขึ้นสูงในฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากตั้งอยู่ในทะเลสาบชายฝั่งที่ตื้น
ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์หลวงกรีนวิช (Royal Museums Greenwich) ระบุว่า ลมซิร็อกโก (Sirocco) ตามฤดูกาลยังสามารถก่อให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งที่ดันน้ำจากทะเลเอเดรียติกเข้าสู่ทะเลสาบและเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปไปยังเมืองเวนิส เมื่อปรากฎการณ์น้ำขึ้นสูงและคลื่นพายุซัดฝั่งเกิดขึ้นพร้อมกับก็อาจทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงมาก
ภาวะโลกร้อนยังเร่งให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากการละลายของธารน้ำแข็งและการขยายตัวของน้ำทะเลเนื่องจากความร้อนเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
ที่แย่ไปกว่านั้น ระดับพื้นดินของเมืองเวนิสกำลังทรุดตัวลงประมาณ 1 มิลลิเมตรต่อปี เนื่องจากการเคลื่อนตัวตามธรรมชาติของแผ่นดิน เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การสูบน้ำบาดาลจากใต้ทะเลสาบ ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งห้ามแล้ว
ที่มา Euronews
ข่าวที่เกี่ยวข้อง