svasdssvasds

เตือน “เวนิส” อาจต้องย้ายเมืองในอนาคต หลังถูกคุกคามจากน้ำทะเล

เตือน “เวนิส” อาจต้องย้ายเมืองในอนาคต หลังถูกคุกคามจากน้ำทะเล

เวนิสอาจไม่สามารถรักษาสภาพเมืองเดิมไว้ได้ในระยะยาว หลังงานวิจัยเตือนน้ำทะเลสูงขึ้นคุกคามหนักและอาจบีบให้ต้องย้ายเมือง

SHORT CUT

  • งานวิจัยใหม่เตือนว่า เวนิสกำลังเผชิญความเสี่ยงหนักจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทั้งจากโลกร้อน น้ำทะเลหนุน และการทรุดตัวของพื้นดิน ทำให้น้ำท่วมเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น จนมาตรการป้องกันเดิมอาจไม่พอในระยะยาว
  • นักวิจัยเสนอ 3 ทางเลือกใหญ่ คือ สร้างเขื่อนกั้นน้ำหากระดับน้ำทะเลเพิ่มเกิน 0.5 เมตร, ปิดทะเลสาบด้วยซูเปอร์เลวีหากต้องรับมือระดับน้ำที่สูงกว่านั้น, และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจต้อง ย้ายเมือง ผู้อยู่อาศัย และโบราณสถานสำคัญ หากน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน 4.5 เมตรในอีกหลายศตวรรษข้างหน้า
  • ข้อสรุปสำคัญคือ ไม่มีทางออกที่สมบูรณ์แบบสำหรับเวนิส เพราะทุกทางเลือกต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยของคน เศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และการอนุรักษ์มรดกโลก โดยนักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ แม้อาจไม่สามารถรักษาเวนิสในสภาพเดิมไว้ได้ตลอดไป

เวนิสอาจไม่สามารถรักษาสภาพเมืองเดิมไว้ได้ในระยะยาว หลังงานวิจัยเตือนน้ำทะเลสูงขึ้นคุกคามหนักและอาจบีบให้ต้องย้ายเมือง

งานวิจัยใหม่เตือนว่าเมืองเวนิสของอิตาลีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก กำลังเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการป้องกันอาจไม่เพียงพอในระยะยาว และหากสถานการณ์เลวร้ายอาจต้องย้ายเมืองและโบราณสถานสำคัญออกจากพื้นที่ในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ไม่มีมาตรการปรับตัวใด ๆ ที่จะสามารถรักษาเมืองเวนิสของอิตาลีไว้ได้ เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังเป็นภัยคุกคามที่จะจมเมืองทั้งเมือง

ในอนาคต “เวนิส” อาจต้องถูกบังคับให้ย้ายที่ตั้ง ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งหาวิธีปกป้องเมืองให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น

งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ได้ประเมินกลยุทธ์การปรับตัวที่มีอยู่และมาตรการที่เป็นไปได้สำหรับเมืองเวนิสของอิตาลี โดยพิจารณาจากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (IPCC)

“เวนิส” เมืองมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ที่ตั้งอยู่ภายในทะเลสาบเวนิส เผชิญปัญหาอุทกภัยเพิ่มมากขึ้นในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา และเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว อิทธิพลของพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่พัดเข้าถล่มภูมิภาค ส่งผลทำให้ระบายน้ำล้น ถนนหลายสายกลายเป็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก

ก่อนหน้านี้เหตุน้ำท่วมรุนแรงในปี 2019 ได้ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และสร้างความเสียหายให้กับ “เวนิส” คหลายร้อยล้านยูโร รวมถึงมหาวิหารซานมาร์โค แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้ในปี 2023 ได้มีการติดตั้งกำแพงกระจกและแผนบูรณะซ่อมแซมมูลค่า 3.3 ล้านยูโร (ราว 125 ล้านบาท) เพื่อปกป้องโบสถ์อายุ 900 ปีแห่งนี้ที่ยังคงอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเล

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอแนวทางการปรับตัวที่เป็นไปได้ 3 ประการสำหรับเมืองเวนิส พร้อมเตือนว่าการดำเนินการอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น

ด้านผู้เขียนงานวิจัย ระบุว่า “เวนิส” เวเป็นตัวอย่างของความท้าทายที่พื้นที่ชายฝั่งระดับต่ำหลายแห่งจะต้องเผชิญเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอีกหลายศตวรรษข้างหน้า รวมถึง มัลดีฟส์และเนเธอร์แลนด์

เตือน “เวนิส” อาจต้องย้ายเมืองในอนาคต หลังถูกคุกคามจากน้ำทะเล

“เวนิส” จะต้องย้ายเมืองหรือไม่?

นักวิจัยคาดว่า อาจจำเป็นต้องสร้างเขื่อนกั้นน้ำ หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากกว่า 0.5 เมตร ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในปี 2100 แม้ว่าจะควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับต่ำก็ตาม โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 500 ล้านยูโรถึง 4,500 ล้านยูโร

เขื่อนประเภทนี้เป็นคันดินหรือสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมที่ทำจากดิน ทรายหรือหิน สร้างขึ้นตามแนวชายฝั่งหรือแม่น้ำเพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงป้องกันน้ำท่วม

อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การปิดทะเลสาบด้วย “ซุปเปอร์เลวี” (Super Levee) หรือคันกั้นน้ำขนาดใหญ่เสริมความแข็งแกร่งที่อาจปกป้องเมืองจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้ถึง 10 เมตร อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสำหรับวิธีนี้อาจสูงกว่า 30,000 ล้านยูโร

ในฐานะทางเลือกสุดท้าย ผลการศึกษา ชี้ว่า การย้ายเมือง ผู้อยู่อาศัย และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อาจจำเป็นต้องทำ หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน 4.5 เมตร ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังปี 2300 โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 100,000 ล้านยูโร

นักวิจัย เตือนว่า การก่อสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ เช่น กำแพงกั้นน้ำถาวร อาจใช้เวลานานระหว่าง 30 – 50 ปี ทำให้จึงจำเป็นต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ

ไม่มีกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเวนิส

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต นิโคลส์ (Robert Nicholls) จากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทินดอลล์แห่ง มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย กล่าวว่า  การวิเคราะห์ของทีมวิจัยแสดงให้เห็นว่าไม่มีกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเวนิส

แนวทางใดๆ ที่นำมาใช้จะต้องสร้างสมดุลระหว่างหลายปัจจัย รวมถึง ความเป็นอยู่ที่ดีและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ อนาคตของระบบนิเวศในทะเลสาบ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจน ประเพณีและวัฒนธรรมของภูมิภาค

ศาสตราจารย์นิโคลส์ เสริมว่า พื้นที่ชายฝั่งในระดับต่ำที่มีประชากรอาศัยอยู่ทั่วโลกควรตระหนักถึงความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในระยะยาว และควรเริ่มพิจารณามาตรการการปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้

นอกจากนี้ แม้ค่าใช้จ่ายในการปกป้อง “เวนิส” จะสูงมาก แต่ด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมือง มาตรการปรับตัวใด ๆ ก็อาจไม่สามารถรักษาเวนิสในรูปแบบที่เห็นในปัจจุบันไว้ได้ในระยะยาว

ทำไมระดับน้ำทะเลใน “เวนิส” จึงสูงขึ้น?

“เวนิส” เผชิญความเสี่ยงต่อน้ำท่วมอยู่แล้วในช่วงน้ำขึ้นสูงในฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากตั้งอยู่ในทะเลสาบชายฝั่งที่ตื้น

ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์หลวงกรีนวิช (Royal Museums Greenwich) ระบุว่า ลมซิร็อกโก (Sirocco) ตามฤดูกาลยังสามารถก่อให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งที่ดันน้ำจากทะเลเอเดรียติกเข้าสู่ทะเลสาบและเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปไปยังเมืองเวนิส เมื่อปรากฎการณ์น้ำขึ้นสูงและคลื่นพายุซัดฝั่งเกิดขึ้นพร้อมกับก็อาจทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงมาก

ภาวะโลกร้อนยังเร่งให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากการละลายของธารน้ำแข็งและการขยายตัวของน้ำทะเลเนื่องจากความร้อนเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

ที่แย่ไปกว่านั้น ระดับพื้นดินของเมืองเวนิสกำลังทรุดตัวลงประมาณ 1 มิลลิเมตรต่อปี เนื่องจากการเคลื่อนตัวตามธรรมชาติของแผ่นดิน เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การสูบน้ำบาดาลจากใต้ทะเลสาบ ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งห้ามแล้ว

ที่มา Euronews

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

related