
SHORT CUT
หน่วยงานโลกเตือนภัยสูงสุด เตรียมรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ข้ามปี ดันอุณหภูมิโลกทะลุขีดจำกัด 1.5 องศา ลากยาวถึงปีหน้า
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) หน่วยงานด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ออกรายงานเตือนภัยขั้นสูงสุด โดยยืนยันว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' ซึ่งอาจเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี จะลากยาวและทรงอิทธิพลอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การพยากรณ์อากาศของ WMO ที่สะท้อนถึงความเห็นพ้องต้องกันอย่างแข็งแกร่งของเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
ปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเขตร้อนสูงขึ้นผิดปกติ กำลังปลดปล่อยมวลความร้อนมหาศาลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก การซ้อนทับกันระหว่างเอลนีโญระดับรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ กำลังเร่งให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สหประชาชาติจึงออกเตือนภัยระดับสีแดงว่า โลกมีแนวโน้มสูงมากที่จะมีอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัดอันตรายที่ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยคาดว่าความร้อนที่สะสมต่อเนื่องนี้จะดันให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา
นายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า โลกกำลังตกอยู่ใน 'เขตอันตราย' จากสภาพอากาศสุดขั้วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ แดเนียล สเวน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เตือนว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางสภาพภูมิอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์ยุคปัจจุบันเคยประสบพบเจอ และจะสร้างผลกระทบที่รุนแรงจนยากจะประเมินได้อย่างถ่องแท้
ปัจจุบัน ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญได้เริ่มแผ่ขยายวงกว้างไปทั่วโลกแล้ว โดยสหรัฐอเมริกาเพิ่งผ่านพ้นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้านซูดานต้องเผชิญกับระดับน้ำในแม่น้ำไนล์ที่ลดลงจนวิกฤตความอดอยากทวีความรุนแรง ขณะที่เปอร์โตริโกต้องประกาศจำกัดการใช้น้ำอย่างเข้มงวด และอุตสาหกรรมประมงในฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเริ่มพังทลายจากน้ำทะเลที่ร้อนจัด
ผู้นำสหประชาชาติได้ย้ำเตือนทิ้งทายว่า นี่คือการแข่งขันระหว่างความเสี่ยงทางธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น กับความมุ่งมั่นของมนุษยชาติในการเร่งรับมือและปกป้องชีวิตประชาชน ซึ่งเป็นศึกที่โลกจะแพ้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด