
SHORT CUT
เมื่อโศกนาฏกรรมเนปาล-ทิเบต สะท้อน ‘ความอยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ’ ประเทศปล่อยก๊าซต่ำสุด กลับรับกรรมหนักสุด
เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มและมวลน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ที่พัดถล่มพื้นที่ชายแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1,200 ราย และทำให้นักท่องเที่ยวรวมถึงชาวบ้านสูญหายอีกหลายพันคน ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญ โดยเหล่านักวิชาการและนักอนุรักษ์ นำโดย ศาสตราจารย์ ไลลา เมห์ตา จากสถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนา (IDS) ที่ชี้ให้เห็นว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียง ’ภัยธรรมชาติ‘ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง และเป็นภาพสะท้อนของ ’ความอยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ‘ (Climate Injustice) อย่างเด่นชัดที่สุดในยุคปัจจุบัน
เมื่อธรรมชาติ.. ไม่มีความยุติธรรม
เราสามารถมองเห็นความอยุติธรรมของวิกฤตสภาพอากาศได้อย่างชัดเจน ผ่านสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก เช่น ประเทศกำลังพัฒนาในแถบเทือกเขาหิมาลัยอย่างเนปาล ซึ่งมีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมทั่วโลกรวมกันไม่ถึง 0.1% ด้วยซ้ำ กลับต้องกลายเป็น ’แนวหน้า‘ แบกรับความสูญเสียทางชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงที่สุด
เมื่อภาวะโลกร้อนเร่งให้อุณหภูมิบนพื้นที่สูงพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายด้วยอัตราเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มวลน้ำแข็งและโคลนมหาศาลที่พังทลายลงมาสามารถทำลายหมู่บ้าน ชุมชนเกษตรกรรม และเส้นทางคมนาคมจนย่อยยับได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังส่งผลโดยตรงต่อ ‘ความเสี่ยงในการสูญเสียชีวิต’ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศร่ำรวย เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มในลักษณะใกล้เคียงกันที่เกิดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปีที่ผ่านมา กลับไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว เนื่องจากรัฐบาลมีความพร้อมทางงบประมาณในการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems) และโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติระดับสูง
ในทางกลับกัน ชุมชนเปราะบางในเนปาลและทิเบตกลับขาดแคลนเทคโนโลยีและงบประมาณในการติดตั้งระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงต้องรับมือกับมวลน้ำและโคลนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ประกอบกับการพัฒนานโยบายอสังหาริมทรัพย์ที่รวดเร็วในพื้นที่ราบลุ่มเนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ยิ่งกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้เกิดความสูญเสียมหาศาล
โศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงจุดชนวนการเรียกร้องความรับผิดชอบจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่ในอดีตมักประกาศตัวเป็นผู้นำด้านการรับมือสภาพภูมิอากาศ แต่ในทางปฏิบัติกลับปรับลดงบประมาณช่วยเหลือลงอย่างต่อเนื่อง หรือการแปลงงบเงินอุดหนุนด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเงินกู้ ซึ่งสร้างภาระหนี้สินซ้ำซ้อนแก่ประเทศกำลังพัฒนา
เหล่านักวิชาการจึงเรียกร้องให้รัฐบาลของกลุ่มประเทศร่ำรวยเร่งเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้กลายเป็นการกระทำที่จับต้องได้ ด้วยการจัดสรรงบประมาณเข้าสู่ ‘กองทุนความสูญเสียและความเสียหาย’ (Loss and Damage Fund) เพื่อนำมาช่วยเหลือ ชดเชย และพัฒนาระบบเตือนภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ กลุ่มนักอนุรักษ์ยังเสนอให้มีการนำหลักการพื้นฐานเรื่อง ‘การลดการปล่อยก๊าซอย่างเป็นธรรม’ กลับมาใช้อย่างจริงจัง โดยชี้ว่าประเทศที่สร้างความรวยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาตลอดร้อยปี จะต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราที่รวดเร็วกว่าประเทศอื่น
พร้อมกันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ส่ง ‘ใบแจ้งหนี้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม’ ไปยังบรรดาบริษัทอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลยักษ์ใหญ่ ที่รับรู้ถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมานานนับครึ่งศตวรรษแต่กลับเพิกเฉย ตลอดจนเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้าจากสินค้าและบริการที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อนำเม็ดเงินมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูโลกทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก่อนที่ความอยุติธรรมนี้จะคร่าชีวิตผู้คนในประเทศเปราะบางไปมากกว่านี้